สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
วันศุกร์ 25 กันยายน 2569 ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน
ระหว่างนั้นผมยังอยู่ในหมู่บ้านสัมมากร ถนนรามคำแหง ด้วยประสบการณ์ที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้มานานกว่า 30 ปี ประเมินได้ว่า ฝนตกขนาดนี้ไม่น่าจะทำให้น้ำท่วมขังสัมมากรเป็นเวลานานจนกลายเป็นเมืองบาดาล และกลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยเหมือนๆ กับชาวกรุงเทพฯ อีกหลายพื้นที่ที่ตกเป็นเหยื่อของความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำยุคคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ กทม.
เย็นวันนั้น มีความจำเป็นต้องไปงานครบรอบ 32 ปี หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ของคุณชาญชัย สงวนวงศ์ ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในวงการสื่อคนหนึ่ง เมื่อประเมินฝนตกน้ำท่วมพื้นถนนในหมู่บ้านแล้ว คาดว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ลดลงเหมือนกับครั้งก่อนๆ จึงตัดสินใจแต่งตัวออกจากบ้านพัก
ผมขอให้น้องขับรถไปส่งแยกลำสาลีเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าสายสีเหลืองไปลงปลายทางสถานีลาดพร้าว เพื่อต่อรถไฟฟ้าใต้ดินสีน้ำเงินไปออฟฟิศข่าวหุ้นฯ อยู่ถนนรัชดาภิเษก ระหว่างนั้นถนนภายในหมู่บ้านสัมมากรมีน้ำท่วมบ้างแล้ว แต่รถเล็กยังแล่นผ่านไปได้
เมื่อขึ้นรถไฟฟ้า ต่อโทรศัพท์ไปหาคุณวรศักดิ์ ประยูรศุข ผู้บริหารบริษัทมติชน ที่กำลังออกเดินทางไปงานข่าวหุ้นฯ เช่นกัน
ถามว่าไปถึงตรงไหนแล้ว เพราะเชื่อว่าการจราจรจากออฟฟิศมติชนไปข่าวหุ้นฯ ติดหนักแน่ๆ วันธรรมดาติดเป็นปกติ ยิ่งเป็นเย็นวันศุกร์ใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยๆ 1 ชั่วโมง ได้คำตอบว่าใกล้ถึงแยกรัชดาฯ ลาดพร้าว จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนขอติดรถคุณวรศักดิ์ไปงานด้วย
ระหว่างนั่งอยู่ในงาน ทุกคนพูดถึงปัญหาการจราจรติดขัดทั่วกรุงเทพฯ คุณชุติมา บูรณรัชดา ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เล่าว่า เดินทางจากบ้านพัก ถนนพระราม 2 ขึ้นทางด่วนนึกว่ารถจะโล่ง วิ่งสะดวก แต่ปรากฏว่า ไปถึงสะพานแขวน รถติดหนักมาก ถึงออฟฟิศข่าวหุ้นฯ เกือบๆ 3 ทุ่ม
“ออกมาจากบ้านยังเห็นแสงตะวัน ถึงข่าวหุ้นฯ มืดมิดฝนตกหนัก ใช้เวลา 4 ชั่วโมงเต็มๆ” คุณชุติมาพูดไปถอนหายใจไป
คุณบากบั่น บุญเลิศ ผู้จัดรายการเนชั่นอินไซต์ บอกเหมือนกันว่า รถติดมโหฬาร กว่าจะมาถึงข่าวหุ้นฯ ก็ 4 ชั่วโมงเหมือนกัน
บนโต๊ะสนทนา ไม่มีใครรู้เลยว่า คืนวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ทุกคนเล่าเรื่องมุขสนุกสนาน มีความสุขกับการดื่มกินจนกระทั่งได้เวลาแยกย้ายกันกลับ
ผมออกจากงานราว 4 ทุ่ม ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา พยายามโบกแท็กซี่แต่ไม่มีคันไหนจอดรับ รอจนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เห็นรถเมล์วิ่งผ่านกระโดดขึ้นอย่างไม่รีรอ ปรากฏว่ารถเมล์คันนี้ไปแค่แยกรัชดาฯ ตัดพระราม 9 กระเป๋าฯ บอกว่ารถจะย้อนกลับเส้นทางเดิม
ถึงแยกรัชดาฯ โบกรถแท็กซี่อีกครั้ง คราวนี้คุณลุงเปิดรถให้ขึ้นและขอให้บอกเส้นทางด้วย เพราะรถติดทุกถนน ผมบอกว่าไปทางไหนก็ได้เพราะติดทุกทาง ขอให้ส่งถึงบ้านก็แล้วกัน
รถมาถึงหน้าหมู่บ้านราวตี 1 น้ำเอ่อท่วมจนมองไม่เห็นขอบถนน แต่คุณลุงแท็กซี่ใจดีขับรถลุยน้ำไปส่งถึงบ้านพัก ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง ค่ารถเกือบ 500 บาท จากปกติแยกรัชดาฯ – สัมมากร ไม่น่าเกิน 200 บาท
ลุยน้ำเปิดประตูบ้านเข้านอนโดยไม่ได้นึกเอะใจว่าจะเกิดเหตุภัยพิบัติใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีเสียงเตือนภัยกระตุ้นบอกให้ผมและผู้คนที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่สัมมากรระวังความเสี่ยงจะมีน้ำท่วมใหญ่ ควรอพยพหรือขนย้ายสิ่งของไปอยู่ในจุดเสี่ยงน้อยกว่า
วันรุ่งขึ้น 26 กันยายน ตื่น 6 โมงเช้าตามปกติ เตรียมตัวเดินเล่นหรือปั่นจักรยานออกกำลังกาย เมื่อเปิดประตูบ้าน ภาพที่ปรากฏข้างหน้าคือ น้ำเอ่อเข้ามาถึงบันได รถที่จอดอยู่หน้าบ้านน้ำท่วมถึงขอบประตูล่าง แต่ยังไม่ได้นึกเอะใจว่าน้ำจะเพิ่มสูงกว่านี้
เปิดทีวีฟังข่าว เพิ่งรู้ว่าเกิดวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ หลายจุด ในระหว่างนั้นฝนก็ยังคงตกต่อเนื่อง อีกสักพักมีข้อความกะพริบขึ้นบนจอโทรศัพท์มือถือ
“กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนน้ำท่วมวันที่ 26-09-2026 เวลา 09 : 22 : 32 น. กรุงเทพมหานครแจ้งเตือนระดับน้ำในคลองอยู่ในระดับวิกฤตและมีแนวโน้มสูงขึ้น พื้นที่ที่อยู่ริมคลอง ที่ลุ่มต่ำให้ยกของขึ้นที่สูง เก็บทรัพย์สินมีค่าและหลีกเลี่ยงการจราจร ตรวจสอบการเดินทาง หากต้องการความช่วยเหลือให้ติดต่อสำนักงานเขตในพื้นที่”
ผมงงมากว่าทำไมเพิ่งส่งคำเตือน ทั้งๆ ที่เหตุเกิดตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 25 กันยายน เตือนมาเวลานี้ช่วยอะไรได้รึ น้ำท่วมถึงกระไดบ้าน รถแช่น้ำไปเรียบร้อยแล้ว
พยายามแก้ปัญหารถแช่น้ำ โทรศัพท์เรียกรถลากก็ไม่มี ถึงมีก็คิวแน่น บางบริษัทปฏิเสธอ้างว่า น้ำหน้าทางเข้าหมู่บ้านสูง รถลากเข้าไม่ได้
ช่วงเย็นฝนยิ่งตกไม่หยุด ผมนั่งดูรถจอดหน้าประตูบ้าน ระดับน้ำเอ่อสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไฟหน้ารถเปิดเองโดยอัตโนมัติ น่าจะเป็นเพราะระบบเซ็นเซอร์ทำงาน อีกสักพักไฟท้ายแดงวาบกะพริบเป็นระยะๆ
ถึงกลางดึก ความพยายามติดต่อรถลากล้มเหลว เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีคิวในคืนวันนี้ ให้ติดต่อกลับไปใหม่พรุ่งนี้
ตี 3 ของวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ลุกขึ้นมาดูระดับน้ำหน้าบ้านซึ่งฝนยังตกไม่หยุด น้ำขึ้นมาระดับครึ่งล้อ ประตูรถเปิดไม่ได้ ไฟหน้าหลังดับสนิท กดปุ่มสัญญาณเปิดรถผ่านกุญแจไวร์เลส ไม่มีเสียง เข้าใจว่าประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ของรถหมดแล้ว
โทรศัพท์ไปถามบริษัทรถลากอีกครั้ง คราวนี้ได้รับข้อมูลว่า ถ้าประตูรถเปิดไม่ได้ ตำแหน่งเกียร์ล็อก รถลากไม่สามารถลากได้ ต้องรอให้น้ำลดลงเท่านั้น สรุปว่า รถคันนี้ยังต้องแช่น้ำต่อไป
ความทุกข์อีกประการหนึ่งของเหยื่อน้ำท่วมที่มีน้องหมาอยู่ในบ้าน และน้องหมาป่วยเพราะแมลงกัดท้องจนเป็นฝีหนอง น้องหมาร้องปวด ไม่ยอมกินข้าว เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นเวลาเย็นแล้ว
โทรศัพท์ไปถามคุณหมอที่คลินิกหน้าปากซอยทราบว่า คืนนี้ คลินิกปิดเร็วแค่ 2 ทุ่ม ดูนาฬิกายังมีเวลา 2 ชั่วโมง ตัดสินใจอุ้มน้องหมาฝ่ากระแสน้ำที่ลึกเกือบถึงเข่าออกมารอรถบริการของหมู่บ้านวิ่งรับผู้ประสบภัยภายในซอยต่างๆ
จากบ้านพักถึงถนนหน้าปากซอยย่อย ใช้เวลา 15 นาที ยืนรอรถอีกครึ่งชั่วโมง และเมื่อขึ้นรถที่หมู่บ้านจัดบริการให้ผู้ประสบภัยในหมู่บ้านออกไปถึงปากซอยถนนรามคำแหง ใช้เวลาชั่วโมงกว่า คลินิกปิดเรียบร้อย
โชคยังดี ระหว่างนั่งรถบริการของหมู่บ้าน เพื่อนร่วมชะตากรรมเห็นอาการน้องหมาจึงโทรศัพท์บอกลูกชายให้เตรียมจัดหาใบพญาวานรไว้ด้วย
ใบพญาวานรเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน เป็นไม้พุ่มเตี้ยปลูกขึ้นง่าย ใบสีเขียวสด มีสรรพคุณลดอาการอักเสบในกระเพาะอาหาร ลำไส้ ลดอาการปวด ใช้กับคนและสัตว์ เช่น ไก่ สุนัข
ต้องขอบคุณผู้ที่ให้ใบพญาวานรช่วยบรรเทาอาการปวดของน้องหมา ทำให้เลือดออกจากแผลน้อยลง

วันพุธที่ 30 กันยายน น้ำท่วมเป็นวันที่ 5 น้ำที่ใสๆ เปลี่ยนเป็นสีคล้ำๆ ปลาที่ว่ายไปมาหน้าบันไดบ้านหยุดหายใจท้องชี้ฟ้า น่าจะเป็นเพราะน้ำเริ่มเน่า และผมยังคงเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมเหมือนๆ กับหลายหมู่บ้านในละแวกสะพานสูง บางกะปิ และลาดกระบัง
การเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ผมเกิดความรู้สึกผิดหวังกับการบริหารจัดการน้ำท่วมของคุณชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นอย่างมาก จึงขอระบายความในใจไว้ตรงนี้
ผมชื่นชอบคุณชัชชาติมานานแล้ว และเคยเชิญคุณชัชชาติสัมภาษณ์ลงในมติชนออนไลน์ ก่อนจะไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2554
ระหว่างนั้น ผมเฝ้าดูการทำงานของคุณชัชชาติเรื่อยมา แม้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยแล้ว คุณชัชชาติยังเดินหน้าทำงานให้กับบ้านเมือง เก็บข้อมูลปัญหาในกรุงเทพมหานคร จนกระทั่งคุณชัชชาติเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 วันเลือกตั้งผมกาบัตรให้คุณชัชชาติอย่างไม่รีรอ
4 ปีที่คุณชัชชาติบริหาร “กทม.” แม้ไม่ได้ผลเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจรที่ประกาศระหว่างหาเสียงจะลดรถติดด้วยจอดแล้วจร หรือบริหารจัดการจราจรด้วยระบบอัจฉริยะจะล้มเหลว รถในกรุงเทพฯ ยังติดหนัก หรือความล้มเหลวในการแก้สายสื่อสาร สายไฟห้อยลงมาไม่เป็นระเบียบเกะกะรกสายตา เช่นเดียวกับแผนการจัดทีมนักสืบฝุ่นศึกษาต้นตอฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่ไม่คืบหน้า ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยังป่วนกรุงเทพฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถึงกระนั้่นก็ยังสนับสนุนคุณชัชชาติให้บริหาร กทม.เป็นสมัยที่ 2 บัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ผมกาหมายเลข 9 ให้อย่างเต็มใจ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์บริหารตลอด 4 ปีจะทำให้ 4 ปีต่อไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บังเกิดผลจน กทม.ยกระดับเป็นเมืองน่าอยู่ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
เมื่อเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในวันที่ 26 กันยายน ความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้คุณชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ กทม.ต่อไปนั้น ละลายหายไปหมดสิ้น
คุณชัชชาติต้องยอมรับความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำท่วมอย่างไร้ข้ออ้าง ไม่ควรไปโยนความผิดให้เครื่องมือเทคโนโลยีทันสมัย และไม่มีความรู้ ไม่รู้ว่า ฝนแช่ตัวนานจากหย่อมความกดอากาศต่ำ
เพราะไม่ว่าจะมีฝนแช่นานหรือมีพายุเข้า กทม.จะต้องเตรียมแผนรับมือน้ำท่วมในฤดูฝนอยู่แล้ว และมีความพร้อมในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าฝนตกจะมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้แล้ว ประสบการณ์ 4 ปีในฐานะ ผู้ว่าฯ กทม. และความรู้เพียบแน่นในฐานะอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ คุณชัชชาติต้องวางแผนจัดการกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งแปรปรวนสุดขั้ว สืบเนื่องมาจากภาวะโลกเดือดซึ่งเกิดขึ้นมานานหลายปี และมีตัวอย่างให้เห็นทั่วโลก
ปรากฏการณ์ฝนตกแช่นานๆ เป็นพื้นที่จุดๆ หรือที่เรียกกันว่า “เรนบอมบ์” เห็นกันชัดๆ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล เป็นปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกพากันตื่นตัวกันมาก เพราะฝนตกติดต่อ 3 วันเต็มๆ ปริมาณน้ำฝนวัดได้ 300 มิลลิเมตร ในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
เดือนเมษายน 2567 ฝน “เรนบอมบ์” ถล่มนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปริมาณน้ำฝนในวันเดียวทำสถิติเท่ากับตกรวมกันในรอบ 2 ปี วัดได้ 157 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง เกิดความเสียหายหนัก มีผู้เสียชีวิตมากถึง 19 คน
ที่บ้านเรา เหตุเกิดที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 300 มิลลิเมตรในช่วง 4 ชั่วโมง น้ำท่วม 3 อำเภอ เสียหายกว่า 300 ล้านบาท หรือแม้กระทั่งใน กทม.เองก็มีเรนบอมบ์ หรือฝนตกหนักตกแช่ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ทำให้จราจรติดหนัก กระทบกับการเดินทาง การขนส่ง และสูญเสียเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ
เชื่อได้ว่า คุณชัชชาติเก็บสะสมและเติมเต็มความรู้ประสบการณ์เหล่านี้ไว้เพียบ แต่ก็ยังปล่อยให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมอีกจนได้
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าน่าจะเป็นเพราะความประมาทบกพร่องอย่างร้ายแรง
