bg-single

แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (1)

18.10.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ประเทศไทยหนีไม่พ้นวิบัติภัยทั้งจากน้ำท่วมและภัยแล้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่นๆ มีมานานเป็นร้อยเป็นพันปี จนคนรุ่นก่อนๆ ต่างรู้ว่าจะต้องสร้างบ้านแปลงเมืองอย่างไรเพื่ออยู่กับน้ำท่วมและอยู่กับฝนแล้งได้อย่างยั่งยืน

การสร้างคลองลัดคลองระบายน้ำในสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์เป็นภูมิปัญญาอันล้ำเลิศด้วยการตัดคลองลัดโค้งแม่น้ำช่วยให้น้ำไหลลงทะเลเร็วขึ้น การเดินทางด้วยเรือในช่วงหน้าฝนเป็นไปอย่างสะดวกคล่องตัวกว่าเดินลุยโคลนนั่งเกวียน

การสร้างเมืองบนโคกสูงหรือบนคันดินธรรมชาติให้เป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ป้องกันข้าศึกรุกประชิดและป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก สร้างทุ่งรับน้ำธรรมชาติรอบเมืองสำหรับระบายน้ำออกจากตัวเมืองชั้นใน

บ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงเช่นกัน เป็นแนวคิดผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกับการอยู่อาศัยลงตัวมากเมื่อเรือนไทยเจอน้ำทะลักในฤดูน้ำหลาก น้ำไหลผ่านใต้ถุนสะดวก ครัวเรือนไม่ได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับเรือนแพตามริมน้ำยกตัวขึ้นลงตามระดับน้ำ อาหารการกินไม่ขาดแคลนเพราะมีเทคนิคถนอมอาหารทั้งปลาแห้ง ปลาเค็มปลาร้า ผักดอง

ภูมิปัญญาเช่นนี้ค่อยๆ เลือนหายจากชุมชนเก่าๆ เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น เมืองขยายตัวตาม คลองถูกถมทิ้งกลายเป็นถนน เป็นตึกแถว บ้านเรือนรุกล้ำลำน้ำเล็กเรียวลง ทุ่งรับน้ำหลากกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร นิคมอุตสาหกรรม

ช่วงราว 50 ปีที่ผ่านมาการวางผังสร้างเมืองเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ขณะที่สภาพภูมิอากาศเพิ่มความแปรปรวนเข้าสู่ขั้นสุดขั้ว ปริมาณน้ำฝนมีมากตกหนักเป็นจุดๆ เป็นหย่อมๆ มากกว่าในอดีต

ปัจจุบันโลกใบนี้เข้าสู่ยุคโลกเดือด อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงพื้นที่ปากอ่าว เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ หรือชลบุรี เจอน้ำทะเลหนุนสูง และแผ่นดินทรุดตัวจากเหตุลักลอบสูบน้ำบาดาล

เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดน้ำท่วมใหญ่ เพราะเมื่อฝนตกพายุกระหน่ำมวลน้ำมหาศาลเจอสิ่งกีดขวางตลอดไม่มีที่ให้ไหลไป

นับเนื่องจากปี 2554 เป็นต้นมา ประเทศไทยเกิดมหาอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ เกือบทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง ไม่นับรวมน้ำรอระบายท่วมห้วงเวลาสั้นๆ ในบางพื้นที่ในบางปี

เฉพาะในปี 2554 เรียกได้ว่าวิกฤตสุดสุดเพราะมีฝนตกหนักจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา ปริมาณน้ำฝนสะสมรวมทั่วประเทศสูงที่สุดในรอบกว่า 60 ปี ประมาณ 1,828 มิลลิเมตร สูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับค่าปกติ 1,467 มิลลิเมตร พายุพัดกระหน่ำต่อเนื่อง 5 ลูกตั้งแต่ไหหม่า นกเต็น ไห่ถาง เนสาท และนัลแก

มวลน้ำในพื้นที่ภาคกลางมีปริมาณสะสมมากและน้ำเหนือไหลทะลักลงมาอย่างเร็วแรง ประกอบกับการบริหารจัดการน้ำในยุคนั้นสุดห่วย มวลน้ำแทนที่จะระบายกระจายไปทางทิศตะวันตกลงแม่น้ำท่าจีนด้านจังหวัดสุพรรณบุรีบ้างก็ไม่ทำ เพราะน้ำจะท่วมทุ่งนาพืชไร่เกษตรนักการเมืองกลัวเสียคะแนน มวลน้ำจึงทะลักล้นฝั่งตะวันออกพื้นที่อยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองบาดาล ชุมชนหลายแห่งอยู่กับน้ำท่วมสูงเกือบๆ 2เมตร นานเป็นเดือน

ปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ตอนล่าง รวมแล้ว 65 จังหวัด เฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี อยุธยาฯ เกิดความเสียหายครั้งมโหฬาร ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ ประเมินมูลค่าราว 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 46,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 13 ล้านคน

มหาอุทกภัยครั้งนั้นเวิลด์แบงก์จัดอันดับให้ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากแผ่นดินไหวและสึนามิของญี่ปุ่นในปี 2554 แผ่นดินไหวบริเวณเกาะอาวาจิ เมื่อปี 2538 ที่ทำให้เมืองโกเบและพื้นที่โดยรอบของภูมิภาคคันไซ ญี่ปุ่นพังพินาศ และเหตุการณ์พายุเฮอร์ริเคนแคทรินา ถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐ ในปี 2548

ปลายเดือนธันวาคม 2559-มกราคม 2560 เป็นช่วงฤดูหนาว ปกติแล้วลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือดึงเอาความหนาวเย็นจากจีนผ่านอ่าวไทยเข้าสู่ภาคใต้ แต่ช่วงเวลานั้นกลับมีลมมรสุมกำลังแรงกว่าปกติมากเคลื่อนตัวปกคลุมภาคใต้และตอนบนของมาเลเซีย

อีกทั้งยังมีปรากฏการณ์แสดงถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ 2 อย่าง อย่างแรกคือเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตัวผ่านทะเลจีนใต้ตอนล่างเข้าสู่ปลายแหลมญวนและอ่าวไทย กระแสลมหมุนวนอย่างช้าๆ บางครั้งหมุนค้างผ่านภาคใต้ตอนกลางและตอนล่าง

อย่างที่สอง การปะทะของมวลอากาศ ระหว่างหย่อมความกดอากาศต่ำหมุนช้าๆ ได้ดึงเอาความชื้นปริมาณมหาศาลจากท้องทะเลเข้าหาฝั่ง ปะทะกับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ทำให้ฝนตกหนักถึงหนักมากใน 12 จังหวัดภาคใต้ติดต่อกันหลายวัน ปริมาณฝนที่วัดได้ตลอดทั้งเดือนมกราคม สูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีถึง 10 เท่า

บริเวณเทือกเขาบรรทัดเชื่อมต่อจังหวัดตรัง พัทลุง เทือกเขาหลวง เชื่อมนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย มีฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำไหลทะลักล้นลงสู่พื้นราบด้านล่างอย่างรวดเร็วรุนแรง

มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าทำไมน้ำจากเทือกเขาสูงจึงไหลแรงเร็วเช่นนั้น ถ้าเทียบกับในอดีตต่างกันมาก

ช่วงวัยเด็กผมใช้ชีวิตในอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง นั่งรถเมล์ไปเรียนที่โรงเรียนตรังคริสเตียน ทุกหน้ามรสุมเจอกับฝนตกหนัก ตกไม่หยุด แต่น้ำไม่ท่วมในทันทีทันใด น้ำฝนจากบนยอดเขาสูงไหลลงอยู่ที่ราบอย่างช้าๆ ในเวลานั้นป่ายังสมบูรณ์ต้นไม้หนาแน่น ป่าซับน้ำเอาไว้และไหลผ่านลำคลองลำรางลงทะเลอันดามัน

ต่างกับวันนี้ ป่าภาคใต้โดนโค่นราบนายทุนยึดไปทำเหมืองเถื่อน ปลูกทุเรียน สวนยาง สวนปาล์ม มังคุด พืชไร่ ลำคลองลำรางทั้งตื้นเขินและทั้งถูกบุกรุกถมทิ้งสร้างบ้านเรือนอัดกันหนาแน่น เป็นชุมชนใหญ่ หมู่บ้านจัดสรร ตึกแถวรายเรียง ถนนหนทางตัดไขว้กันไปไขว้กันมากลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล

ฉะนั้น ไม่น่าแปลกใจ เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในปี 2560 จึงเกิดความเสียหายร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ประชาชนตกเป็นเหยื่อน้ำท่วมเกือบๆ 2 ล้านคน ผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน ถนนหนทางพังพินาศน้ำตัดขาด ทางรถไฟหยุดบริการชั่วคราว สวนปาล์ม สวนยาง สวนผลไม้และบ้านเรือนมีน้ำท่วมขังอยู่นาน ความเสียหายรวมแล้วราว 3 หมื่นล้านบาท หรือกระทบ 0.15% ของจีดีพี ในปี 2560

เหตุการณ์มหาอุทกภัยของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือในรอบหลายสิบปี เกิดขึ้นในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน ปี 2562 เป็นผลจากพายุโซนร้อน 2 ลูกถล่มติดต่อกัน ลูกแรกพายุโพดุล เคลื่อนตัวผ่านอีสานและภาคเหนือตอนล่างระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม อีกลูกพายุคาจิกิ ถล่มซ้ำในวันที่ 2-4 กันยายน

ความจริงแล้ว พายุคาจิกิไม่ได้พุ่งใส่อีสานหรือภาคเหนือตรงๆ แต่กระแสลมและทิศทางของพายุเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ บริเวณชายฝั่งเวียดนามและลาว จึงดึงร่องมรสุมพาดใส่ภาคเหนือและภาคอีสาน เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนาน

พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีโดนหนักอ่วมสุดสุด เพราะรับเอามวลน้ำมหาศาลจากแม่น้ำชีที่ไหลจากชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธรและแม่น้ำมูลทะลักล้นจากนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มากองรวมกันที่อำเภอเมืองอุบลราชธานีและอำเภอวารินชำราบ ก่อนไหลลงสู่แม่โขง

มวลน้ำไหลมากองรวมกันในห้วงเวลาไล่เลี่ยกันทำให้แม่น้ำมูลเพิ่มสูงกว่าตลิ่ง 4-5 เมตร มวลน้ำทะลักล้นท่วมขังพื้นที่อำเภอเมืองอุบลราชธานีและอำเภอวารินชำราบยาวนานตั้งแต่กันยายนถึงตุลาคม ผู้ประสบภัย 4 แสนครัวเรือนหรือราว 1.5 ล้านคน เสียชีวิตอีกกว่า 30 คน นาข้าวและพืชไร่พังยับกว่า 3 ล้านไร่

ความความเสียหาย 25,000 ล้านบาท หรือ 0.15% จีดีพีประเทศไทย ปี 2562

มหาอุทกภัยครั้งที่ 3 นับจากปี 2554 เกิดขึ้นในภาคกลางและอีสาน ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ปี 2564 เป็นอิทธิพลจากพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ก่อตัวในทะเลจีนใต้ เคลื่อนเข้าฝั่งเวียดนามก่อนเข้าสู่ภาคอีสานด้านจังหวัดมุกดาหาร แม้พายุลูกนี้จะอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็วก่อนเข้าสู่ชายฝั่ง แต่ดึงเอาร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสานและภาคกลางของไทยมาด้วยทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ 32 จังหวัด บางพื้นที่น้ำท่วมฉับพลัน บางแห่งท่วมสูงเกิน 300 มิลลิเมตร เพียงไม่กี่วัน

พื้นที่ท่วมหนักๆ คือชัยภูมิ เนื่องจากน้ำป่าจากเทือกเขาภูแลนคาไหลทะลักสมทบกับมวลน้ำจากอ่างเก็บน้ำในเขื่อนลำประทาวและลำน้ำชีล้นตลิ่ง ว่ากันว่าน้ำท่วมชัยภูมิครั้งนี้หนักสุดรอบ 50 ปี ส่วนพื้นที่อื่นๆ เช่น ลพบุรี สุโขทัย ก็หนักสาหัสพอๆ กัน มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากมหาอุทกภัยรวมกว่า 330,000 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตราว 10 คน พื้นที่นาข้าว พืชไร่เสียหาย 5.3 ล้านไร่ ถนนหนทางสะพานพังทรุด 500 สาย ทางรถไฟสายเหนืออีสานงดเดินรถชั่วคราว รวมเบ็ดเสร็จคิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านบาท

มหาอุทกภัยในปี 2564 แม้จะไม่ร้ายแรงเท่าปี 2554 แต่ในเวลานั้น เป็นช่วงวิกฤตโรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก เท่ากับซ้ำเติมเศรษฐกิจประเทศไทยหัวทิ่มดิ่งลงเหว สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหรียญรุ่นพิเศษ 82 ปี หลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ อีกพระเกจิดังปากน้ำโพ
แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (1)
Mazda CX-6e เอสยูวีไฟฟ้า สวยสะกดกับราคาสุดเร้าใจ
‘เมสซี่-โรนัลโด้’ และบทอำลาทีมชาติ (?) แบบต่างขั้ว
‘ยาม่วง’ หรือ ‘ยาเจนเชียน’ และดอกหลงต่าน
เต้าหู้ยัดไส้หมูสับผัดหน่อไม้
ยุคบ้านมือสองครองตลาด
ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
เมื่อ 67 มาถึงสยาม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569
มนุษย์ ไม่ใช่แค่ ‘ทุนมนุษย์’
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)