เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ช่วงนี้มีการถกเถียงกันไม่น้อยว่า “อนุรักษนิยมไทย” หมายถึงอะไรกันแน่ ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ค้างอยู่ในหัวมาพักใหญ่ คิดยังไม่จบ และยอมรับว่ายังไม่พอใจคำตอบของตัวเองนัก แต่เห็นว่าเขียนออกมาให้คนอื่นช่วยกันคิดต่อ อาจมีประโยชน์มากกว่าเก็บไว้คนเดียว
จุดตั้งต้นของผมคือคำกล่าวของคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ว่า
“ที่เมืองไทยไม่มีอนุรักษนิยม แต่ที่มีคืออำนาจนิยม อย่าปนกัน”
คำกล่าวนี้ชวนให้คิดอยู่ไม่น้อย เพราะในความเข้าใจของผม คุณอานันท์เองก็นับเป็นปัญญาชนอนุรักษนิยมที่มีคุณภาพคนหนึ่งของสังคมไทย เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงชนชั้นนำที่มีบทบาทอยู่ภายใต้ระเบียบการเมืองซึ่ง ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกว่า The Bhumibol Consensus หรือ “ฉันทามติภูมิพล” มีทั้งสถานะทางสังคม บทบาททางการเมือง และส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศมายาวนานหลายทศวรรษ
ผมไม่ได้คิดว่าอนุรักษนิยมในยุคนั้นปลอดจากอำนาจนิยม ตรงกันข้าม คนจำนวนไม่น้อยในเครือข่ายอำนาจดังกล่าวก็สมาทานวิธีคิดแบบอำนาจนิยม บางครั้งก็แข่งขันแย่งชิงอำนาจกันเองอย่างเข้มข้น และหลายครั้งก็พร้อมใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อรักษาระเบียบที่ตนเห็นว่าถูกต้อง
กระนั้น สิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณาคือ ชนชั้นนำอนุรักษนิยมในยุคนั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่าโครงการทางการเมือง (Political Project) มีความคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคม มีคำอธิบายรองรับความชอบธรรมของอำนาจ และพยายามกำหนดภาพอนาคตของประเทศในแบบที่ตนต้องการ
โครงการเหล่านี้ผูกพันอยู่กับคุณค่าและศีลธรรมบางชุดที่ชนชั้นนำยึดถือร่วมกัน แม้ในทางปฏิบัติจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ก็มีความพยายามนำพาประเทศไทยให้มีสถานะและที่ทางในสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การส่งเสริมวัฒนธรรมไทย การแสวงหาการยอมรับจากนานาชาติ หรือการกำหนดบทบาทของประเทศไทยในเรื่องสงครามและสันติภาพ
พูดอย่างชาวบ้านก็คือ พวกเขาต้องการให้ประเทศไทยไปไหนมาไหนได้โดยไม่อายใคร และกลับมาบอกคนในประเทศได้ว่า บ้านเมืองของเราก็มีเกียรติ มีความศิวิไลซ์และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
แน่นอนว่า ภาพประเทศไทยที่ชนชั้นนำต้องการนำเสนอต่อโลก อาจแตกต่างจากความเป็นจริงที่ประชาชนจำนวนมากประสบอยู่ในชีวิตประจำวัน ความเจริญก้าวหน้าของประเทศมิได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์อย่างเสมอหน้ากัน และความมีเกียรติของรัฐก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประชาชนจะมีเสรีภาพหรือได้รับความยุติธรรมเสมอไป
แต่ในทางการเมือง ความพยายามสร้างคำอธิบายดังกล่าวมีความหมาย เพราะอำนาจที่ต้องการดำรงอยู่เป็นเวลายาวนาน ย่อมไม่อาจอาศัยกำลังบังคับเพียงอย่างเดียว
งานของ Duncan McCargo เรื่อง Network Monarchy ช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของเครือข่ายอำนาจผ่านบุคคลและสถาบันต่าง ๆ ขณะที่ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ เสนอแนวคิด The Bhumibol Consensus เพื่ออธิบายการประสานกันระหว่างฉันทามติในหมู่ชนชั้นนำกับพระราชอำนาจนำ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการจัดระเบียบการเมืองไทยในช่วงเวลาหนึ่ง
แม้แนวคิดทั้งสองจะมีจุดเน้นต่างกัน แต่ก็ช่วยให้เห็นว่า ระเบียบการเมืองมิได้ดำรงอยู่ด้วยอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน เครือข่ายอำนาจ และความเชื่อที่ได้รับการยอมรับในสังคม
ในความหมายนี้ ความสำเร็จของอนุรักษนิยมไทยในอดีตจึงอยู่ที่ความสามารถในการทำให้ระเบียบอำนาจของตนกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเห็นว่าชอบธรรม หรืออย่างน้อยก็เห็นว่าเป็นระเบียบที่พึงรักษาไว้
กระนั้น ความยินยอมพร้อมใจดังกล่าวก็มีขอบเขตและราคาที่สังคมต้องจ่าย การกีดกันทางการเมือง การจำกัดเสรีภาพ และการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อระเบียบเดิม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกละเลย
ผมไม่ได้กำลังยกย่องระเบียบการเมืองดังกล่าว เพราะโครงการทางการเมืองที่มีความต่อเนื่องและมีรากฐานทางความคิด ก็อาจเป็นโครงการที่กดทับผู้คนได้เช่นกัน
สิ่งที่ผมสนใจคือความสามารถของชนชั้นนำในการสร้างคำอธิบายรองรับอำนาจของตน และทำให้คำอธิบายดังกล่าวมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนได้อย่างยาวนาน
แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน เรากำลังเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าคิด
ฉันทามติภูมิพลในฐานะระเบียบอำนาจนำทางการเมือง ไม่ได้ดำรงอยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไป ภูมิทัศน์ของชนชั้นนำไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก เครือข่ายบางส่วนที่เคยอยู่ชายขอบของอำนาจขยับเข้ามาใกล้ศูนย์กลาง ขณะที่กลุ่มอำนาจเดิมบางกลุ่มก็ปรับตัวเข้ากับความสัมพันธ์ทางการเมืองชุดใหม่
สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดในระยะนี้คือเครือข่ายอำนาจที่เรียกกันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
ในสายตาผม ระบอบสีน้ำเงินมีลักษณะการรวมตัวของกลุ่มอำนาจจากหลากทิศหลายทาง มีทั้งเครือข่ายในระบบราชการ กลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมือง นักการเมืองท้องถิ่นที่รวมตัวกันในลักษณะสหพันธ์บ้านใหญ่ ตลอดจนบรรดาเทคโนแครตที่มองเห็นโอกาสในจังหวะเปลี่ยนผ่านของอำนาจ แล้วทยอยเข้าไปอาสาทำงานให้กับระเบียบการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้น
ภายในเครือข่ายเช่นนี้ ย่อมมีทั้งคนที่เชื่อมั่นในคุณค่าแบบอนุรักษนิยม คนที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐ คนที่ยึดถือความสำเร็จในทางปฏิบัติ และคนที่อาจมองการเมืองเป็นเรื่องของโอกาสกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า
พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อทางการเมืองตรงกันทั้งหมด สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ร่วมมือกันได้ อาจเป็นเพราะผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันในบางช่วงเวลา หรือการมองเห็นภัยคุกคามทางการเมืองร่วมกัน
หากพิจารณาเช่นนี้ ระบอบสีน้ำเงินจึงมีลักษณะเป็นพันธมิตรทางอำนาจเฉพาะกิจพิเศษ ที่ยังต้องพิสูจน์ว่าจะสามารถพัฒนาไปสู่ระเบียบการเมืองที่มีความมั่นคงในระยะยาวได้เพียงใด
ข้อสังเกตสำคัญของผมคือ ระบอบสีน้ำเงินดูจะมีความสามารถในการจัดวางและยึดกุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับยังไม่ปรากฏโครงการทางการเมืองระยะยาวที่ชัดเจนสำหรับอนาคตของประเทศไทย
แม้กระทั่งอนาคตของกลุ่มก้อนตนเองก็ยังเป็นคำถามสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า ระบอบดังกล่าวตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ของสหพันธ์บ้านใหญ่หลายกลุ่ม ซึ่งสามารถยึดกุมใบอนุญาตที่ 1 ผ่านการเลือกตั้งมาได้ แต่การครองอำนาจร่วมกันในปัจจุบันจะพัฒนาไปสู่ความเป็นเอกภาพทางการเมืองในระยะยาวได้เพียงใด ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
พวกเขาอาจรู้ดีว่าจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร ต้องต่อรองกับใคร จะจัดวางคนของตนไว้ตรงไหน จะสร้างพันธมิตรกับกลุ่มอำนาจใด และจะรักษาความได้เปรียบในกลไกทางการเมืองอย่างไร
แต่หากถามว่าประเทศไทยในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้าควรมีหน้าตาอย่างไร สังคมไทยควรมีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนแบบไหน จะจัดการความเหลื่อมล้ำอย่างไร หรือจะวางอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไว้บนรากฐานอะไร ผมยังไม่เห็นคำตอบ
แม้แต่การสร้างพรรคการเมืองหรือสถาบันทางการเมืองที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวบุคคลและการต่อรองผลประโยชน์เฉพาะหน้า ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันอีกมาก
การรวมตัวกันเพื่อรักษาอำนาจอาจประสบความสำเร็จได้ในบางช่วงเวลา แต่พันธมิตรลักษณะนี้มีความเปราะบางอยู่ในตัว เพราะเมื่อภัยคุกคามร่วมกันหมดความหมาย หรือผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเริ่มขัดแย้งกัน ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
อำนาจที่เกิดจากการต่อรองย่อมต้องอาศัยการต่อรองอยู่ตลอดเวลา และเมื่อการต่อรองกลายเป็นหลักใหญ่ของการเมือง คำถามเรื่องหลักการก็มีแนวโน้มถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง
ผมจึงสงสัยว่า นอกจากอำนาจที่แบ่งปันกันอยู่แล้ว ระบอบสีน้ำเงินมีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอีก
และหากแม้แต่อนาคตของกลุ่มตัวเองยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน เราจะคาดหวังให้พวกเขามีโครงการระยะยาวสำหรับอนาคตของประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด
คำถามอีกข้อหนึ่งที่ผมสนใจคือ ระบอบสีน้ำเงินมีปัญญาชนของตนเองหรือไม่
จนถึงขณะนี้ ผมยังมองไม่เห็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สามารถเสนอหลักการทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่ออธิบายว่าระเบียบอำนาจที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้มีความชอบธรรมอย่างไร และประชาชนจะมีที่ทางอยู่ตรงไหนในอนาคตที่พวกเขาต้องการสร้าง
ผมไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้ไม่มีการศึกษา หรือขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ตรงกันข้าม พวกเขามีนักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร และเทคโนแครตอยู่มากมาย
แต่ความรู้ความสามารถในการบริหารงาน กับความสามารถในการสร้างหลักการรองรับระเบียบการเมือง เป็นคนละเรื่องกัน อย่างหลังเราอาจจะเรียนได้ว่า “เป็นปัญญาชนสีน้ำเงิน”
ผู้เชี่ยวชาญอาจบอกได้ว่าจะบริหารงบประมาณอย่างไร จะปรับปรุงระบบราชการอย่างไร หรือจะทำให้กลไกรัฐทำงานได้รวดเร็วขึ้นอย่างไร แต่คำถามที่ว่ารัฐควรใช้อำนาจเพื่อใคร อะไรคือขอบเขตอันชอบธรรมของการใช้อำนาจ และประชาชนมีสิทธิที่จะทักท้วงระเบียบดังกล่าวเพียงใด เป็นคำถามที่ต้องการมากกว่าความรู้ทางเทคนิค
หากใช้ภาษาของอันโตนิโอ กรัมชี การครองอำนาจรัฐยังไม่เท่ากับการสร้างอำนาจนำ (Hegemony)
ระบอบการเมืองหนึ่งอาจควบคุมกลไกรัฐได้มากมาย มีข้าราชการสนับสนุน มีนักธุรกิจเป็นพันธมิตร และมีนักการเมืองจำนวนมากอยู่ในเครือข่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำให้ผู้คนยอมรับระเบียบดังกล่าวด้วยความเชื่อมั่นได้
การได้มาซึ่งอำนาจกับการทำให้อำนาจเป็นที่ยอมรับ จึงเป็นปัญหาคนละระดับ
ย้อนกลับไปถึงสมัยรัชกาลที่ 6 แม้แต่ความคิดเรื่อง “ผู้ดี” ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดคุณค่าทางสังคมและสร้างแบบแผนความประพฤติของชนชั้นนำ ความคิดเช่นนี้ย่อมถูกวิพากษ์ได้ โดยเฉพาะการนำสถานะทางสังคมและลำดับชั้นมาเกี่ยวพันกับคุณค่าของมนุษย์ แต่ในทางประวัติศาสตร์ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกทัศน์ให้แก่ชนชั้นนำในยุคนั้น
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้แต่ชนชั้นนำที่ต้องการรักษาความเหลื่อมล้ำทางสถานะ ก็ยังเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบายว่าทำไมสังคมจึงควรดำรงอยู่ในระเบียบเช่นนั้น
หากใครจะเรียกระบอบสีน้ำเงินว่าเป็น “อนุรักษนิยมใหม่” ผมก็เห็นว่ายังห่างไกลจากอนุรักษนิยมรุ่นก่อนอยู่มากหลายช่วงตัว หรืออาจจะไม่ใช่อนุรักษนิยมในความหมายทางความคิดเลยก็ได้
เพราะจนถึงวันนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาต้องการอนุรักษ์อะไร นอกจากตำแหน่ง อำนาจ และความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ที่ตนถือครองอยู่
แน่นอนว่า การไม่มีโครงการทางการเมืองที่ชัดเจนในสายตาของผม มิได้แปลว่าคนเหล่านี้ไม่มีความคิดหรือยุทธศาสตร์ใด ๆ เลย เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจมีเป้าหมายที่ไม่ได้ประกาศต่อสาธารณะ หรืออาจเห็นว่าการรักษาสถานะเดิมของความสัมพันธ์ทางอำนาจคือเป้าหมายทางการเมืองในตัวมันเอง
แต่หากเป็นเช่นนั้น เราก็จำเป็นต้องถามต่อไปว่า การรักษาสถานะเดิมดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ตรงไหน
ส่วนเรื่องปัญญาชนสวมเสื้อสีน้ำเงิน ก็อยากจะขยายความต่อ

การที่นักวิชาการหรือเทคโนแครตเข้าไปทำงานกับรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ความผิดในตัวมันเอง และผมก็ไม่เห็นว่าปัญญาชนที่ดีจำเป็นต้องเป็นฝ่ายก้าวหน้าเสมอไป คนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมก็สามารถเป็นคนมีคุณภาพ มีหลักการ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในโครงสร้างอำนาจแล้ว คนเหล่านั้นยังรักษาความเป็นอิสระทางความคิดไว้ได้เพียงใด ยังสามารถทักท้วงผู้มีอำนาจได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อการกระทำของผู้มีอำนาจขัดแย้งกับหลักการที่ตนเองเคยประกาศยึดถือ
การเข้าไปทำงานกับอำนาจย่อมมีข้อจำกัดอยู่เสมอ ไม่มีใครสามารถทำทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา แต่ข้อจำกัดดังกล่าวก็ไม่ควรกลายเป็นข้ออ้างให้คนมีความรู้ละทิ้งความรับผิดชอบทางปัญญาของตน
เพราะคนที่มีความรู้และมีสถานะทางสังคมสูง ย่อมมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากกว่าการทำหน้าที่ตามคำสั่งให้สำเร็จลุล่วงไปวัน ๆ
เมื่อเลือกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจแล้ว ก็ต้องยอมรับด้วยว่าความรู้ ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของตน ถูกนำไปผูกพันกับการกระทำของโครงสร้างนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บางคนอาจได้ตำแหน่ง ได้อำนาจ หรือได้รับผลตอบแทนในระยะสั้น แต่สิ่งที่นำไปเดิมพันด้วยคือความน่าเชื่อถือทางปัญญาและศีลธรรมของตนเอง
อำนาจทางการเมืองเปลี่ยนมือได้เสมอ คนที่มีอำนาจในวันนี้อาจไม่มีใครเหลียวแลในวันข้างหน้า ส่วนประวัติศาสตร์นั้นมีวิธีตรวจสอบผู้คนในอีกแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เวลายาวนานกว่าชีวิตทางการเมืองของคนเหล่านั้นเสียอีก
ผมคิดว่าคนที่เข้าไปทำงานกับระบอบอำนาจใดก็ตาม ควรตระหนักว่าตนกำลังมีส่วนร่วมกับอะไร และสิ่งที่กระทำนั้นจะทิ้งผลอย่างไรไว้กับสังคม
เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจไม่มีโอกาสเลือกคำอธิบายให้แก่การกระทำในอดีตของตนเองได้อีก
ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อสังเกตที่ผมต้องคิดและค้นคว้าต่อ แต่ประเด็นที่อยากชวนพิจารณาคือ หากชนชั้นนำสามารถยึดกุมอำนาจได้โดยไม่มีโครงการทางการเมืองระยะยาวที่ชัดเจน อะไรจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ
ประเทศไทยมีปัญหาอีกมากที่รอการแก้ไข ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความอ่อนแอของสถาบันการเมือง ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร และความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ปัญหาเหล่านี้ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการจัดสรรตำแหน่งและต่อรองผลประโยชน์กันไปวัน ๆ
ที่สำคัญกว่านั้น ประเทศที่ชนชั้นนำสนใจแต่การรักษาความได้เปรียบของตน ย่อมมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการคิดถึงอนาคตร่วมกัน
ในประเด็นนี้ ข้อสังเกตของ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี เกี่ยวกับความแตกต่างภายในกลุ่มอนุรักษนิยมไทย ชวนให้เราคิดต่อได้อีกมาก
กล่าวในเชิงวิเคราะห์ อนุรักษนิยมอาจจำแนกได้อย่างน้อยสามลักษณะ ได้แก่
อนุรักษนิยมเชิงหลักการ ซึ่งให้ความสำคัญกับกติกา สถาบัน และคุณค่าที่ตนยึดถือ แม้ในบางสถานการณ์จะต้องยอมสูญเสียอำนาจเพื่อรักษาหลักการเหล่านั้น
อนุรักษนิยมแบบการละคร ซึ่งหยิบยืมภาษาแห่งคุณธรรม ประเพณี และการปกป้องสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ โดยที่พฤติกรรมทางการเมืองอาจไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่ประกาศไว้
และ อนุรักษนิยมแบบอำนาจนิยม ซึ่งถือว่าการรักษาระเบียบและลำดับชั้นทางสังคมมีความสำคัญเหนือกติกาประชาธิปไตย และพร้อมใช้มาตรการบังคับเมื่อเห็นว่าระเบียบดังกล่าวกำลังถูกท้าทาย
แน่นอนว่าในชีวิตจริง คนคนหนึ่งหรือกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งอาจมีลักษณะทั้งสามอย่างปะปนกัน การแบ่งประเภทเช่นนี้จึงควรใช้เพื่อพิจารณาพฤติกรรมทางการเมือง มากกว่าติดป้ายตัดสินผู้คนล่วงหน้า
แต่ประโยชน์ของมันอยู่ที่การทำให้เรามองเห็นว่า คนที่เรียกตัวเองว่าอนุรักษนิยมอาจไม่ได้ต้องการรักษาสิ่งเดียวกันเสมอไป
หากนำข้อจำแนกดังกล่าวกลับมาพิจารณาระบอบสีน้ำเงิน ผมคิดว่าเราควรถามกันให้ถึงที่สุดว่า คนที่มารวมตัวกันภายใต้เครือข่ายอำนาจนี้เป็นอนุรักษนิยมประเภทใด และเมื่อถึงวันที่ต้องเลือกระหว่างการรักษาหลักการกับการรักษาอำนาจ พวกเขาจะเลือกอะไร
บางทีคำถามที่ว่า “ประเทศไทยมีอนุรักษนิยมหรือไม่” อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่า อนุรักษนิยมที่เรากำลังพูดถึงนั้นยึดถือคุณค่าอะไร และพร้อมจะยอมสูญเสียอะไรบ้างเพื่อรักษาคุณค่าที่ตนเชื่อถือ
เพราะหากสิ่งเดียวที่ต้องการรักษาไว้คืออำนาจของตนเอง ก็คงยากจะเรียกสิ่งนั้นว่าอนุรักษนิยมในความหมายทางการเมืองของเอ็ดมันด์ เบิร์ก (Edmund Burke) ผู้วางรากฐานความคิดอนุรักษนิยมสมัยใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาระเบียบ ความต่อเนื่องของสถาบัน และความมั่นคงของสังคม โดยตระหนักว่าอำนาจทางการเมืองต้องมีขอบเขตและความรับผิดชอบ
หากมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยในเวลานี้ ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า สิ่งที่เรียกกันว่าอนุรักษนิยมนั้น ยังเหลือคุณค่าอะไรให้อนุรักษ์ หรือแท้จริงแล้วเหลือเพียงความพยายามรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้เท่านั้น
ผมจึงอยากกลับไปที่คำกล่าวของคุณอานันท์อีกครั้งว่า “ที่เมืองไทยไม่มีอนุรักษนิยม แต่ที่มีคืออำนาจนิยม อย่าปนกัน”
สำหรับผม คำกล่าวนี้อาจไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยไม่เคยมีความคิดอนุรักษนิยม หากเป็นคำเตือนว่า ในบางช่วงเวลา การอ้างตนเป็นอนุรักษนิยมอาจเหลือเพียงข้ออ้างเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง ซึ่งผมอยากเรียกว่า “อนุรักษนิยมการละคร”
หากเป็นเช่นนั้น ปัญหาของอนุรักษนิยมที่ยึดถือหลักการในสังคมไทยวันนี้ อาจไม่ใช่การพ่ายแพ้ต่อความคิดก้าวหน้า แต่อยู่ที่การถูกกลุ่มอนุรักษนิยมการละครเข้ามารับเหมาอำนาจในนามของตน จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อนุรักษนิยมที่มีหลักการได้แสดงตัว
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง อนุรักษนิยมไทยอาจไม่ได้พ่ายแพ้ต่อฝ่ายก้าวหน้า หากกำลังถูกทำลายจากคนที่อ้างว่าตนเป็นอนุรักษนิยมเสียเอง
