bg-single

เหตุผลที่เวิลด์คัพ 2018 เป็นฟุตบอลโลกที่เจ๋งสุดในประวัติศาสตร์

23.07.2018

ฟุตบอลโลก 2018 ปิดฉากลงไปแล้ว ฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกไปครองเป็นสมัยที่ 2 แบบไม่แพ้ใครตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ และมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นตลอด 1 เดือน

ซึ่งมีสถิติที่น่าสนใจหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเวิลด์คัพฉบับรัสเซีย เป็นเวิลด์คัพที่สนุก ดราม่า และครบรสที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

ภาพรวมความโดดเด่นของฟุตบอลโลกหนนี้มีอะไรบ้าง

มาดูกัน

ดราม่าที่สุด

ฟุตบอลโลกหนนี้มีการยิงประตูในนาทีท้ายๆ แบบดราม่ามากถึง 9 ประตู ซึ่งล้วนแต่เป็นการยิงประตูตัดสินผลแพ้ชนะหรือเอาตัวรอดไม่ให้ตกรอบไปได้สิ้น ถือว่ามากที่สุดกว่าฟุตบอลโลกทุกครั้ง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ซัดฟรีคิกสุดสวยให้โปรตุเกสตีเสมอสเปน 3-3 ในนาทีที่ 88 หรือประตูชัยที่ “หลุยส์ ซัวเรซ” กองหน้าอุรุกวัยกดใส่ซาอุดีอาระเบีย นาทีที่ 89 และอิหร่านยิงประตูชัยชนะโมร็อกโก นาทีที่ 95 อีกประตูที่ลืมไม่ได้คือ ฟรีคิกของ “โทนี่ โครส” ที่กดใส่สวีเดนในช่วงทดเจ็บครึ่งหลัง วันนั้นเยอรมนีชนะ 2-1 และต่อลมหายใจไปได้อีก 3-4 วัน

การยิงประตูในช่วงท้ายเกมในฟุตบอลโลกหนอื่นๆ ที่มีจำนวนมากเป็นรองฟุตบอลโลก 2018 คือ ปี 2014 ยิงกันไปแค่ 4 ประตู และปี 1998 ก็ยิงกันเพียง 3 ประตูเท่านั้น

“ทีมใหญ่ไปก่อนวันอันควร”

การจะได้เห็นทีมเต็งพาเหรดตกรอบกันตั้งแต่ครึ่งทางไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ครั้งนี้ เยอรมนีตกรอบแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อาร์เจนตินา, สเปน, โปรตุเกส ที่มีนักเตะเวิลด์คลาสจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีม บราซิลเต็ง 1 ก็ไปไกลถึงแค่รอบ 8 ทีม

นอกจากนั้น อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, ชิลี 3 ยักษ์ใหญ่ที่มีนักเตะดีๆ ก็ตกรอบคัดเลือกไปก่อนแล้ว ทิ้งให้อังกฤษ, โครเอเชีย, สวีเดน, รัสเซีย ที่ไม่ได้เข้ารอบลึกๆ บ่อยนัก สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ได้เยอะแยะทีเดียว

ซุป”ตาร์พากันสอบตก

ว่ากันว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ “ลิโอเนล เมสซี่” กัปตันทีมอาร์เจนตินา และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะลงเล่นเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะอายุอานามก็คงเข้าเลข 3 กันทั้งคู่ ทำให้มีแรงขับที่จะพาทีมคว้าแชมป์โลกให้ได้

เมสซี่ยิงไปแค่ประตูเดียว โรนัลโด้อาจจะยิงได้ถึง 4 ลูก แต่ไม่สามารถแบกทีมได้ตลอดรอดฝั่ง กลับบ้านด้วยผลงานเท่ากันที่รอบ 16 ทีม ขณะที่ “เนย์มาร์” นักเตะบราซิลที่ครองสถิติแข้งค่าตัวแพงที่สุดในโลก นอกจากจะเล่นไม่ได้อย่างที่หวังแล้ว ยังโดนวิจารณ์เรื่องการพุ่งล้ม และออกอาการเจ็บเกินความจริงในจังหวะโดนทำฟาวล์ ขณะที่นักเตะเยอรมนีเอง ก็แทบหาความโดดเด่นไม่เจอ “เมซุต โอซิล” เพลย์เมกเกอร์โดนจวกยับที่สุด ขณะที่ “ดาบิด เด เกอา” นายทวารสเปนที่ฟอร์มดีต่อเนื่องมากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังฟอร์มหลุดลุ่ย เสียประตูเป็นว่าเล่น

คนที่แจ้งเกิดเต็มตัวกลับเป็น “คีเลียน เอ็มบัปเป้” ดาวยิงฝรั่งเศส ที่ยิงได้ถึง 4 ลูก เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในรอบ 60 ปีที่ยิงประตูในรอบน็อกเอาต์ ด้วยอายุ 19 ปี 207 วัน เป็นรองเพียงเปเล่ ตำนานชาวบราซิเลียน ที่ยิงได้ในวันที่อายุ 17 ปี 248 วัน เมื่อปี 1958

วีเออาร์

VAR (video assistant referee) หรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ตัดสินสามารถดูเทปย้อนหลังเพื่อการตัดสินในจังหวะสำคัญๆ ของเกม ซึ่งนำมาใช้ในฟุตบอลโลกหนนี้เป็นครั้งแรก

วีเออาร์เป็นทั้งผู้ให้และผู้ทำลายหลายทีม อาจจะโทษวีเออาร์ไม่ได้เต็มปากเต็มคำนัก เพราะทุกอย่างอยู่ที่วิจารณญาณของผู้ตัดสิน หลังจากดูเทปย้อนไปย้อนมาแล้วต่างหาก

เกมรอบชิงชนะเลิศ ฝรั่งเศสได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลของอิวาน เปริซิช ปีกโครเอเชีย ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าสมควรได้หรือไม่ เพราะจังหวะไม่ได้ชัดเจน เป็นการขยับมือไปตามจังหวะของร่างกายหรือไม่ แต่กรรมการ “เนสเตอร์ ปิตาน่า” ก็ให้เป็นจุดโทษ และเป็นประตูขึ้นนำ 2-1 ของฝรั่งเศส ถือเป็นจุดโทษจากวีเออาร์ในฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศครั้งแรกอีกด้วย

ฟุตบอลโลก 2018 มีจุดโทษที่ยิงเข้าถึง 22 ประตู (จากจุดโทษทั้งหมด 29 ครั้ง) และเป็นจุดโทษจากการใช้วีเออาร์ 8 ประตู (จากการยิง 11 จุดโทษ ที่ใช้วีเออาร์ตัดสิน) แต่ 22 ประตูจากจุดโทษก็ถือว่าทำลายสถิติของทุกครั้งแบบราบคาบแล้ว

น่าสนใจว่าวีเออาร์จะปิดฉากไปพร้อมเวิลด์คัพ 2018 หรือยังจะได้ทำหน้าที่ต่อใน 4 ปีข้างหน้าที่กาตาร์?

“แฟนบอลสงบกว่าที่เคย”

รัสเซียก็คือรัสเซีย สามารถปิดภาพลบและหยุดความรุนแรงได้ด้วยกฎเหล็ก ฮูลิแกนรัสเซียถือเป็นกองเชียร์หัวรุนแรงอันตรายมากที่สุดชาติหนึ่งของโลก แต่ในฟุตบอลโลก 2018 แทบไม่มีภาพการรุมสกรัมของแฟนบอลให้เห็นเลย

มีเสียงชื่นชมชาวรัสเซียว่าให้การต้อนรับแฟนบอลทั่วโลกอย่างอบอุ่น มีน้ำใจ ยิ้มแย้ม และให้ความช่วยเหลือยามจำเป็น

ขณะที่กองเชียร์จากหลายชาติก็เน้นความสนุกจากการดูบอลมากกว่าหาเรื่องใส่ตัว

ยิ่งได้เห็นกองเชียร์ญี่ปุ่นช่วยกันเก็บขยะหลังจบเกม (ซึ่งก็ทำมาเป็นประเพณีแล้ว) ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ฟุตบอลโลก 2018 ทั้งสนุก สะอาด และสงบไปในเวลาเดียวกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’