DPU เปิดเวทีเสวนาสะท้อนสังคม “การุณยฆาต เมื่อชีวิตต้องเลือก: ใครมีสิทธิจบชีวิต?” ถกมุมมองกฎหมาย การแพทย์ จริยธรรม และพุทธศาสนา
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยความร่วมมือจากคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ และคณะนิเทศศาสตร์ จัดเสวนาสะท้อนสังคม หัวข้อ “การุณยฆาต เมื่อชีวิตต้องเลือก: ใครมีสิทธิจบชีวิต?” หรือ “Euthanasia: When Life Must Choose – Who Has the Right to End It?” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองต่อประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการตัดสินใจของผู้ป่วย บทบาทของครอบครัว แพทย์ กฎหมาย จริยธรรม และการสื่อสารสาธารณะ โดยมุ่งให้สังคมได้ร่วมกันทำความเข้าใจประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างรอบด้าน
จุดเริ่มต้นของงานครั้งนี้เกิดจากการจุดประกายของซีรีส์เรื่อง “การุณยฆาต” ที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง one31 นำมาสู่ความสนใจทางด้านวิชาการของ ดร.การดา ร่วมพุ่ม ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต DPU จึงได้ค้นคว้าต่อยอดเป็นงานวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์องค์ประกอบการเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคม ในซีรีส์ กรณีศึกษา ซีรีส์การุณยฆาต” จึงนำมาสู่ความร่วมมือในการจัดเสวนาครั้งนี้ขึ้น
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ และ ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง รองคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ ร่วมกล่าวต้อนรับและสะท้อนวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนา โดยมีคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลภายนอกให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก
จากนั้นเป็นการเสวนาสะท้อนสังคม หัวข้อ “การุณยฆาต เมื่อชีวิตต้องเลือก: ใครมีสิทธิจบชีวิต?” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นละเอียดอ่อนดังกล่าวอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการแพทย์ กฎหมาย จริยธรรม สังคม และหลักคิดทางพระพุทธศาสนา โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, อาจารย์ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายการแพทย์ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์, รองศาสตราจารย์อัจฉรียา ชูตินันทน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์, แพทย์หญิงอิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและนักเขียนนวนิยายชื่อดัง เจ้าของนามปากกา “Sammon” ผู้เขียนผลงานเรื่อง “การุณยฆาต” และนายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา
- วาระสุดท้ายของชีวิตเป็นโจทย์ละเอียดอ่อน ต้องรับฟังหลายมิติอย่างรับผิดชอบ

ดร.ดาริกา กล่าวว่า การจัดเวทีในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่นักศึกษา คณาจารย์ และผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ เรียนรู้การมองประเด็นจากหลายแง่มุม และเข้าใจว่าปัญหาทางสังคมบางเรื่องไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดเพียงด้านเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับบริบทของบุคคล ครอบครัว สังคม กฎหมาย ระบบสาธารณสุข และหลักความเชื่อของแต่ละสังคม การรับฟังประสบการณ์และมุมมองจากวิทยากรหลายฝ่ายจึงเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้น
อธิการบดี DPU กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเรื่องการจบชีวิตด้วยความสมัครใจ หรือการตัดสินใจในวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้บางคนอาจเคยแสดงเจตจำนงไว้ว่าไม่ต้องการให้ยื้อชีวิตหากต้องเผชิญกับความเจ็บปวดรุนแรง แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริง คำถามสำคัญคือ ครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดจะประเมินความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยได้มากน้อยเพียงใด และใครควรเป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจในช่วงเวลานั้น
ดร.ดาริกา ได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวและกรณีของบุคคลใกล้ชิดที่เจ็บป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง จนไม่สามารถควบคุมร่างกายหรือสื่อสารได้ตามปกติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความยากของสถานการณ์จริง เมื่อผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่ แต่อาจไม่สามารถบอกความต้องการหรือระดับความทุกข์ทรมานของตนเองได้อย่างชัดเจน กรณีเช่นนี้ทำให้คำถามเรื่องสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และไม่อาจพิจารณาเพียงมิติใดมิติหนึ่งได้
ทั้งนี้ ดร.ดาริกา ระบุว่า ภายใต้บริบทกฎหมายไทยในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดหลายประการต่อประเด็นดังกล่าว ขณะที่ในบางประเทศมีแนวทางหรือระบบรองรับเรื่องนี้แล้ว แต่การเข้าถึงก็ยังมีต้นทุนสูง และไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงทางเลือกดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียม จึงเป็นโจทย์สำคัญของสังคมไทยว่า ในอนาคตควรมีพื้นที่ทางความคิด นโยบายสาธารณะ หรือแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศอย่างไร
“คำถามเรื่องใครมีสิทธิจบชีวิต ไม่ใช่เพียงคำถามทางกฎหมาย แต่เป็นคำถามที่สะท้อนถึงรากฐานของสังคม คุณค่าของชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เวทีวันนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และมุมมอง เพื่อให้สังคมได้ร่วมกันคิดอย่างรอบคอบต่อประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้ง” ดร.ดาริกา กล่าว
- แพทย์ DPU ชี้การุณยฆาตต้องแยกให้ชัด ระหว่างไม่ยื้อชีวิตกับการเร่งให้เสียชีวิต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ในมุมมองทางการแพทย์ ประเด็นการุณยฆาตเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน โดยควรเริ่มจากการทำความเข้าใจเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก่อน เพราะในยุคที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น และเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยได้มากกว่าเดิม การรักษาบางรูปแบบอาจช่วยให้ผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอไป
ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการมีชีวิตไม่ใช่เพียงการดำรงอยู่ทางร่างกาย แต่ต้องรวมถึงการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ทุกข์ทรมาน ไม่โดดเดี่ยว และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หากผู้ป่วยยังมีคุณภาพชีวิต และยังรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นั้นมีความหมาย ย่อมไม่มีใครอยากตั้งคำถามถึงการจบชีวิต แต่ในบางกรณีผู้ป่วยอาจไม่ต้องการรับการรักษาเชิงรุกเพื่อยื้อชีวิต เช่น การใส่ท่ออาหารหรือท่อช่วยหายใจ เพราะมองว่าเป็นการยืดความทุกข์ทรมานมากกว่าการรักษาคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ การเคารพความประสงค์ของผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรับการรักษาเพื่อยื้อชีวิต ไม่ได้หมายความว่าแพทย์เพิกเฉยหรือละเลยการดูแล แต่เป็นการเคารพสิทธิของผู้ป่วยที่ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างไร้คุณภาพหรือไร้ศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่ผู้ป่วยร้องขอให้แพทย์ช่วยทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น ประเด็นดังกล่าวจะซับซ้อนมากขึ้นทันที เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย จริยธรรม บทบาทของแพทย์ และความรู้สึกของครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อบทบาทของแพทย์อาจถูกตั้งคำถามจาก “ผู้รักษา” ไปสู่ “ผู้ทำให้ชีวิตสิ้นสุด” แม้เจตนาจะเป็นการช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยก็ตาม
ผศ.ดร.นพ.มาศ เห็นว่า มนุษย์ควรมีเสรีภาพในการเลือกมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย รวมถึงเลือกจากไปอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีได้ในบางเงื่อนไข แต่เสรีภาพดังกล่าวไม่ควรถูกผลักดันด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ เช่น ไม่มีเงินรักษา กลัวเป็นภาระของครอบครัว หรือทำให้ญาติต้องเป็นหนี้ เพราะหากระบบสาธารณสุขมีมาตรฐาน มีสวัสดิการที่ดี และสามารถดูแลผู้ป่วยระยะท้ายได้อย่างเหมาะสม ความต้องการจบชีวิตอาจลดลง ขณะเดียวกัน หากประเทศไทยจะพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการุณยฆาตในอนาคต จำเป็นต้องมีระบบควบคุมที่รัดกุม เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่ แสวงหาผลประโยชน์ หรือก่อให้เกิดการกระทำผิด
ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวสรุปว่า ในบริบทของประเทศไทยปัจจุบัน ยังไม่สามารถดำเนินการให้ผู้ป่วยเสียชีวิตตามความประสงค์ในลักษณะการุณยฆาตได้ เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับ อีกทั้งก่อนพิจารณาความประสงค์ของผู้ป่วยต้องตรวจสอบอย่างรอบด้าน ทั้งสติสัมปชัญญะ ภาวะเจ็บป่วย คุณภาพชีวิต ความเห็นของครอบครัว และภาวะทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากตาย แต่หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้นการพูดถึงการุณยฆาตจึงต้องแยกให้ชัดระหว่างการเคารพเจตนาของผู้ป่วยที่ไม่ต้องการยื้อชีวิต กับการช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยตรง เพราะทั้งสองกรณีมีผลทางกฎหมายและจริยธรรมแตกต่างกัน และต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญคือ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- กฎหมายการแพทย์ชี้ หากเปิดทางการุณยฆาต ต้องคุ้มครองผู้ป่วย แพทย์ และครอบครัว
อาจารย์ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายการแพทย์ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ประเด็นการุณยฆาตเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตมนุษย์ สิทธิของผู้ป่วย บทบาทของแพทย์ ความรู้สึกของครอบครัว รวมถึงมิติทางกฎหมาย จริยธรรม ศาสนา และความพร้อมของสังคม จึงไม่สามารถพิจารณาเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้
อาจารย์ ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา แพทย์และครอบครัวมักต้องเผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการยื้อชีวิต การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการยุติการรักษาบางรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่พิจารณาจากหลักมนุษยธรรม ความประสงค์ของผู้ป่วยและญาติ ตลอดจนความเหมาะสมของสถานการณ์ แต่หากประเด็นขยับไปสู่การช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยตรง ย่อมต้องมีกฎหมายที่ชัดเจน รอบคอบ และมีระบบป้องกันความผิดพลาดอย่างรัดกุม
“การตัดสินใจเกี่ยวกับการจบชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้ กฎหมายจึงต้องตอบให้ได้ว่า ความต้องการของผู้ป่วยเกิดจากเจตนาที่แท้จริงหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามากดดัน เช่น ความรู้สึกเป็นภาระต่อครอบครัว ปัญหาค่าใช้จ่าย ความทุกข์ทางใจ หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ขณะเดียวกันต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ป่วยยังมีทางเลือกอื่นในการบรรเทาความเจ็บปวดหรือดูแลคุณภาพชีวิตหรือไม่ เพราะ การุณยฆาตไม่ควรถูกมองเป็นทางออกแรกหรือทางออกเดียวของความทุกข์ทรมาน” อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU แสดงความคิดเห็น
ในมุมของแพทย์ อาจารย์ ดร.นพ.ไพโรจน์ มองว่า แม้การช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจะเป็นไปตามกฎหมายและความยินยอมของผู้ป่วย แต่แพทย์ผู้เกี่ยวข้องอาจเผชิญผลกระทบทางจิตใจในระยะยาวจากการมีส่วนทำให้ชีวิตหนึ่งสิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน การตัดสินใจดังกล่าวยังส่งผลต่อครอบครัวและคนใกล้ชิดที่ต้องแบกรับความรู้สึก ความทรงจำ และคำถามหลังการสูญเสีย ดังนั้น หากจะมีกฎหมายรองรับเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีระบบดูแลทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์อย่างรอบด้าน
- ในทางกฎหมาย “สิทธิในการตาย” จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับ “สิทธิที่จะมีชีวิต”
รศ.อัจฉรียา ชูตินันทน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ประเด็นการุณยฆาตหรือการช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตตามความประสงค์ของตนเอง เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในมิติทางกฎหมาย เพราะแม้ผู้ป่วยจะให้ความยินยอม แต่คำถามสำคัญคือ ขณะให้ความยินยอมนั้น ผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนหรือไม่ อยู่ในภาวะที่พร้อมต่อการตัดสินใจหรือไม่ และการแสดงเจตนาดังกล่าวเป็นไปโดยสมัครใจอย่างแท้จริงหรือไม่
รศ.อัจฉรียา กล่าวว่า ในทางกฎหมาย การพูดถึง “สิทธิในการตาย” จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับ “สิทธิที่จะมีชีวิต” เพราะสิทธิทั้งสองเกี่ยวข้องโดยตรงกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยสิทธิที่จะมีชีวิตถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองทั้งในกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายไทย ขณะที่รัฐมีหน้าที่คุ้มครองชีวิตของประชาชน และไม่อาจปล่อยให้บุคคลใดถูกพรากชีวิตไปโดยอำเภอใจ
สำหรับกฎหมายไทยในปัจจุบัน ยังไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นกระทำการเพื่อให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แม้ผู้ป่วยจะร้องขอหรือให้ความยินยอมก็ตาม เพราะการกระทำดังกล่าวยังถือเป็นการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา โดยกฎหมายไทยไม่ได้เปิดช่องให้นำความยินยอมของผู้ป่วยมาเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยรับรองสิทธิของผู้ป่วยระยะสุดท้ายในการปฏิเสธการรักษาที่เป็นเพียงการยื้อชีวิต ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 โดยผู้ป่วยสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า หรือ Living Will เพื่อระบุว่าไม่ประสงค์รับการรักษาบางอย่าง เช่น การเจาะคอ การปั๊มหัวใจ หรือการทำ CPR หากการรักษานั้นไม่ได้ทำให้หายจากโรค แต่เป็นเพียงการยืดความทุกข์ทรมานออกไป
รศ.อัจฉรียา อธิบายว่า จุดสำคัญที่ต้องแยกให้ชัด คือ การปฏิเสธการยื้อชีวิตตามกฎหมายไทย ไม่ใช่ การุณยฆาต แต่เป็นการปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตไปตามธรรมชาติของโรค ขณะที่การุณยฆาต โดยเฉพาะรูปแบบที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ลงมือทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ถือเป็นการเร่งการตาย และยังไม่สามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นว่าแต่ละประเทศมีแนวทางแตกต่างกันตามระบบกฎหมาย ศาสนา วัฒนธรรม และบริบทของสังคม บางประเทศเปิดช่องให้แพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยในวาระสุดท้ายภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น แคนาดาและเนเธอร์แลนด์ ขณะที่บางประเทศยังไม่อนุญาตให้ทำการุณยฆาตในรูปแบบที่แพทย์หรือบุคคลอื่นเป็นผู้ลงมือโดยตรง
รศ.อัจฉรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะแม้จะอนุญาตให้แพทย์ดำเนินการในบางกรณี แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกลไกตรวจสอบที่ละเอียดมาก ผู้ป่วยต้องแสดงเจตนาอย่างชัดเจน รับรู้สภาวะของโรค อยู่ในภาวะทุกข์ทรมานอย่างยากจะทนได้ และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากแพทย์ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน ก็อาจถูกดำเนินคดีได้
“ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงคำถามว่า ผู้ป่วยมีสิทธิเลือกตายหรือไม่ แต่ต้องถามต่อว่า ใครมีอำนาจตัดสินใจ ขอบเขตของความยินยอมอยู่ตรงไหน และรัฐควรเข้ามาคุ้มครองชีวิตประชาชนในระดับใด กฎหมายไทยในปัจจุบันยังรับรองเพียงสิทธิในการปฏิเสธการรักษาที่เป็นการยื้อชีวิต เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปตามธรรมชาติอย่างมีศักดิ์ศรี แต่ยังไม่เปิดทางให้บุคคลอื่นเร่งการตายของผู้ป่วยได้” รศ.อัจฉรียา กล่าว
- แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวหนุน Living Will วางแผนปลายชีวิตให้ชัด ก่อนถึงช่วงวิกฤต
ขณะที่ แพทย์หญิงอิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เปิดเผยว่า ประเด็น “การุณยฆาต” หรือการช่วยให้ผู้ป่วยยุติชีวิตจากความทุกข์ทรมาน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สังคมไทยต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ควรมองเพียงมิติของสิทธิผู้ป่วยเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย จริยธรรมทางการแพทย์ ความรู้สึกของครอบครัว ผลกระทบต่อแพทย์ และความพร้อมของสังคมควบคู่กันไป เพราะการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้
แพทย์หญิงอิสรีย์ กล่าวว่า หากในอนาคตประเทศไทยจะพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการุณยฆาต จำเป็นต้องตั้งคำถามให้รอบคอบว่า ผู้ป่วยตัดสินใจจากความต้องการของตนเองอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามากดดัน เช่น ความรู้สึกว่าเป็นภาระของครอบครัว ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย หรือความเจ็บปวดที่อาจยังมีทางเลือกอื่นในการบรรเทาได้ โดยระบบสุขภาพควรพิจารณาก่อนว่า ยังมีแนวทางดูแลอื่นที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ เช่น การดูแลแบบประคับประคอง การจัดการความปวด และการวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย
นอกจากมิติของผู้ป่วยแล้ว แพทย์หญิงอิสรีย์ เห็นว่า กฎหมายต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อแพทย์และครอบครัวด้วย แม้แพทย์จะดำเนินการภายใต้กฎหมายและความยินยอมของผู้ป่วย แต่การมีส่วนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจของแพทย์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ครอบครัวของผู้ป่วยอาจต้องเผชิญคำถาม ความรู้สึก และผลกระทบทางใจหลังการสูญเสีย โดยเฉพาะลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัวที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อไปกับความทรงจำนั้น
“หากสังคมสามารถส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนสุขภาพและวางแผนปลายชีวิตล่วงหน้าได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความกดดันในการตัดสินใจช่วงวิกฤต ทำให้ครอบครัวและแพทย์เข้าใจความประสงค์ของผู้ป่วยมากขึ้น และอาจลดความจำเป็นในการนำประเด็นการุณยฆาตมาเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะผู้ป่วยมีแผนการดูแลที่ชัดเจนและได้รับการดูแลตามคุณค่าชีวิตของตนเอง ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการตาย แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของชีวิตมนุษย์ การดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจ และการเตรียมสังคมให้พร้อมรับมือกับวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความหมาย” แพทย์หญิงอิสรีย์ กล่าว
- วาระท้ายชีวิตเกี่ยวพันทั้งครอบครัว ศาสนา เอกสารรัฐ และการตัดสินใจหลังความสูญเสีย
นายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ประเด็นการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นเรื่องที่สังคมต้องทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน เพราะในความเป็นจริงมีรายละเอียดซับซ้อนกว่าภาพจำจากกฎหมาย ภาพยนตร์ หรือความเข้าใจทั่วไป โดยไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะแพทย์กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงถึงครอบครัว ผู้ดูแล บุคลากรทางการแพทย์ เอกสารทางกฎหมาย ศาสนสถาน และผู้ดำเนินการหลังการเสียชีวิต
นายจตุรงค์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการดูแลญาติผู้ใหญ่ช่วงท้ายของชีวิต ทำให้เห็นว่า ภาวะใกล้ตายไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการแพทย์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องเผชิญคำถามสำคัญ โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยที่ไม่สามารถกลับไปมีคุณภาพชีวิตเช่นเดิมได้ เช่น ผู้ป่วยสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ซึ่งแม้การรักษาจะช่วยควบคุมอาการบางส่วน แต่ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ ดังนั้น แพทย์จึงมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารกับญาติและผู้ดูแล เพื่อให้เข้าใจสภาวะของผู้ป่วยอย่างแท้จริง และตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจน
อีกประเด็นสำคัญคือ การลงนามในเอกสารเกี่ยวกับการรักษาหรือการตัดสินใจแทนผู้ป่วย ซึ่งในทางปฏิบัติต้องตรวจสอบสถานะ สิทธิ และความเกี่ยวข้องตามกฎหมายอย่างรอบคอบ ไม่ใช่บุคคลใดก็สามารถลงนามแทนได้ หากขาดการตรวจสอบ อาจนำไปสู่ข้อพิพาทหรือปัญหาทางกฎหมายภายหลัง ขณะเดียวกัน ในกระบวนการหลังการเสียชีวิต วัด เจ้าอาวาส มูลนิธิ หรือผู้ดำเนินการด้านศาสนพิธี ต้องตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น สาเหตุการเสียชีวิต ความเห็นของญาติ และเอกสารรับรองการเสียชีวิต โดยเฉพาะใบมรณบัตร ก่อนดำเนินการเผา ฝัง หรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
นายจตุรงค์ กล่าวสรุปว่า การถกเถียงเรื่องการุณยฆาตไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงมิติของกฎหมายหรือการแพทย์ เพราะวาระสุดท้ายของชีวิตเกี่ยวพันกับครอบครัว ผู้ดูแล บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดำเนินการด้านศาสนพิธี และระบบเอกสารของรัฐอย่างแยกไม่ออก การตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตและความตายจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ การสื่อสารที่ชัดเจน และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม
- หัวใจสำคัญคือการเคารพคุณค่าชีวิตมนุษย์ ควบคู่กับสิทธิในการตัดสินใจอย่างมีศักดิ์ศรี
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวสรุปว่า เวทีเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้นจากคำถามสำคัญของสังคมว่า หากการแพทย์สามารถยื้อชีวิตมนุษย์ไว้ได้ แต่ไม่อาจรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้ ใครควรเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่า ผู้ป่วยควร “อยู่ต่อ” หรือ “จากไป” คำถามดังกล่าวเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งสิทธิที่จะมีชีวิต สิทธิในการตัดสินใจ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และขอบเขตของกฎหมาย
ดร.สุทธิพล กล่าวว่า จากการเสวนาในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าประเด็นการุณยฆาตหรือการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่สามารถพิจารณาจากมิติใดมิติหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจจากหลายศาสตร์ ทั้งกฎหมาย การแพทย์ จริยธรรม คุณภาพชีวิต ความรู้สึกของครอบครัว และทัศนะของสังคมโดยรวม ความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ คณะนิเทศศาสตร์ และวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เติมเต็มมุมมอง และสร้างความเข้าใจต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ หากสังคมไทยจะถกเถียงเรื่องสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของชีวิตในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ควรกำหนดขอบเขตเช่นใด ออกแบบระบบอย่างไรให้ปลอดภัย มีมาตรการคุ้มครองผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบาง และป้องกันการนำสิทธิดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อให้การพูดคุยเรื่องนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความรับผิดชอบ และการเคารพคุณค่าของชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง
