ต่างประเทศ
การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค ในปีนี้ ซึ่งมีจีนเป็นเจ้าภาพ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญของโลก
ทั้งการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น
ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว โดยการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นกติกาการค้าระหว่างประเทศรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกลับต้องดำเนินไปท่ามกลางความระส่ำระสายของห่วงโซ่อุปทาน อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางการค้า
การประชุมเอเปคปีนี้จึงเป็นมากกว่าการประชุมประจำปี
แต่คือสมอเรือเศรษฐกิจที่ช่วยตรึงเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไว้ไม่ให้ล่มตามกระแสคลื่นความผันผวนที่มีอยู่รอบด้าน
นอกจากนั้น การประชุมปีนี้ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการบรรลุวิสัยทัศน์ปุตราจายา 2040 เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 5 ปีของแผนปฏิบัติการเอาทีอารอ (Aotearoa) ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวในการสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง มีพลวัต
มีความสามารถในการฟื้นคืนจากอุปสรรคและเปี่ยมด้วยสันติภาพ
จีน ในฐานะเจ้าภาพ ปักหมุดแนวคิด เสริมสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมวาง 3 เสาหลัก
ได้แก่ การเปิดกว้าง นวัตกรรม และความร่วมมือ ซึ่งสอดรับกับบริบทที่โลกกำลังเผชิญ
โดยประเด็น “การเปิดกว้าง” เป็นการตอกย้ำความสำคัญของระบบการค้าเสรี หลังจากที่เพิ่งรับแรงกระแทกจากมาตรการกีดกันทางการค้า
ขณะที่ “นวัตกรรม” ก็ตอบโจทย์ในห้วงของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
ส่วน “ความร่วมมือ” นั้น ก็เป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับความท้าทายที่ประเทศสมาชิกมีร่วมกันด้วย พร้อมกันนี้ หัวข้อ “เสริมสร้างประชาคมเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”
สอดคล้องกับหลักการ “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ” ซึ่งเป็นลายเซ็นทางการทูตของจีนเอง
ด้านฝ่ายไทยก็เข้าร่วมการประชุมเอเปคอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด น.ส.รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคไทย เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค (SOM) ครั้งที่ 2 ที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 16-19 พฤษภาคม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (MRT) ที่เมืองซูโจว เมื่อวันที่ 22-23 พฤษภาคมด้วย
แม้การประชุมเอเปคจะไม่มีกฎหมายผูกพัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกรอบความร่วมมือที่เป็นประโยชน์เนื่องจากเป็นเวทีซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐสมาชิกสามารถเรียนรู้แนวปฏิบัติอันดีจากกันและกัน ตลอดจนหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่โดดเด่นในระดับสากล
และหากสังเกตหัวข้อการประชุมเอเปคปีนี้ก็ครอบคลุมประเด็นสำคัญของโลกเช่นกัน
โดยงาน Digital Weeks ซึ่งร่วมถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (DMM) ที่จะจัดที่นครเฉิงตูในเดือนกรกฎาคมนี้ ก็อยู่ภายใต้หัวข้อที่เป็นบรรทัดฐานใหม่ในระดับสากล
ขณะที่การประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร (FSMM) ที่เมืองหางโจว และประชุมรัฐมนตรีพลังงาน (EMM) ที่กรุงปักกิ่ง ก็เท่าทันต่อสถานการณ์ หลังจากที่สงครามอิหร่านได้ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงด้านอาหารสั่นคลอนอย่างหนัก
จากนั้น จะมีการประชุมรัฐมนตรีขนส่ง (TPTMM) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
ก่อนที่จะปิดฉากด้วยการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่เมืองเซินเจิ้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทั้งยังเป็นหลักฐานความสำเร็จของจีนที่สามารถเปลี่ยนหมู่บ้านชาวประมงในอดีต แต่ได้รับการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของจีนและกลายเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน เซินเจิ้นยังเป็นแกนกลางสำคัญของเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) ซึ่งภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 จีนปักหมุดให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
APEC CHINA 2026 จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ด้วยความร่วมมือแบบ “win-win cooperation” สมาชิกเอเปคจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสและร่วมกันสร้างภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่เจริญรุ่งเรืองให้ได้ภายในปี 2040 อย่างแท้จริงหรือไม่
