กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
นักข่าวถามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาว่าทำไมอเมริกาจึงเปิดสงครามกับอิหร่านแต่ส่งสัญญาณเป็นมิตรกับเกาหลีเหนือทั้งๆ ที่เปียงยางประกาศตนเป็น “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ขณะที่เตหะรานกำลังพัฒนาศักยภาพด้านนี้อยู่
ทรัมป์ตอบหน้าตาเฉยหลายประโยค แต่สรุปว่า “Kim Jong Un is my friend”
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดเล่นๆ แต่สะท้อนวิธีคิดเรื่องนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ในปี 2026 ได้ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้นำสหรัฐคนนี้เขาไม่ได้มอง “อาวุธนิวเคลียร์” ด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศ
แต่เขาดูว่า “ระเบิดอยู่ที่ไหน อยู่ในมือใคร และการใช้กำลังจะคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่”
ทรัมป์บอกด้วยว่าเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์เพราะรัฐบาลอเมริกันชุดก่อนๆ ปล่อยให้เกิดขึ้น
และที่สำคัญคือ “คิม จองอึน เป็นเพื่อนผม”
และยังยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเกาหลีเหนือมีศักยภาพนิวเคลียร์ “ค่อนข้างมาก” และย้ำว่าตราบใดที่เขายังอยู่ในตำแหน่ง คิมจะ “fine” หรือไม่มีปัญหา
นำไปสู่คำถามใหญ่ว่าถ้านิวเคลียร์คือภัยคุกคาม ทำไมคนหนึ่งจึงถูกโจมตี แต่อีกคนหนึ่งกลับได้รับการบอกว่า “คุณเป็นเพื่อนผม”?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คำว่า “นิวเคลียร์” แต่อยู่ที่บริบททางยุทธศาสตร์
มองอย่างเป็นหลักเป็นฐานก็ต้องแยกแยะให้ชัด
ความจริงข้อแรก : เกาหลีเหนือ “มีระเบิดแล้ว” แต่อิหร่านในสายตาทรัมป์คือ “กำลังจะมี”
นี่น่าจะเป็นความแตกต่างที่สำคัญที่สุด
เกาหลีเหนือเดินทางมาถึงจุดที่สหรัฐและนักวิเคราะห์จำนวนมากยอมรับกันแล้วว่าเป็น “รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์”
นักวิเคราะห์บางสำนักย้ำด้วยซ้ำว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ประมาณ 60 ลูก และมีวัสดุเพียงพอสำหรับผลิตเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมระบบส่งอาวุธหลายประเภท
พูดภาษาชาวบ้านคือ เกาหลีเหนือปิดประตูบ้านไปแล้ว และเอาปืนใหญ่วางไว้ในบ้านเรียบร้อย
คำถามของสหรัฐจึงไม่ใช่ “จะปล่อยให้เกาหลีเหนือสร้างระเบิดหรือไม่?”
เพราะมันสายไปแล้ว แต่กลายเป็นว่าจะอยู่กับเกาหลีเหนือที่มีนิวเคลียร์อย่างไร โดยไม่ให้ยิงใส่ใคร?
เป็นเกมคนละแบบกับอิหร่าน
อิหร่านเป็น “สงครามป้องกันไม่ให้เกิด” แต่เกาหลีเหนือเป็น “การบริหารสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว”
นี่อาจเป็นคำอธิบายที่ตรงที่สุด
ในกรณีอิหร่าน ทรัมป์มองว่ามี “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่สหรัฐสามารถหยุดหรือทำลายโครงการก่อนที่จะกลายเป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่สมบูรณ์
แต่ในกรณีเกาหลีเหนือ หน้าต่างนั้นปิดไปนานแล้ว
มองอีกแง่หนึ่ง อาจสรุปได้ว่าสำหรับทรัมป์แล้วอิหร่านภารกิจคือป้องกันไม่ให้ระเบิดเกิด
แต่กรณีเกาหลีเหนือมันคือการป้องกันไม่ให้ระเบิดที่มีอยู่แล้วถูกใช้
แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่ต้องพิจารณา นั่นคือสำหรับอเมริกาถ้าถล่มเกาหลีเหนือก็จะเสี่ยงสงครามในคาบสมุทรเกาหลีทันที
ถ้าสหรัฐเปิดฉากโจมตีเกาหลีเหนือเพื่อทำลายนิวเคลียร์ คำถามไม่ได้จบอยู่ที่โรงงานนิวเคลียร์
เพราะเกาหลีเหนือมีอาวุธร้ายแรงจำนวนมหาศาลอยู่ใกล้กรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้
กรุงโซลอยู่ใกล้เขตปลอดทหารมาก และที่สำคัญคือ มีทหารอเมริกันประจำอยู่ในเกาหลีใต้
อีกทั้งยังต้องมองจีนกับรัสเซียอยู่ในสมการอีก
มีหลักฐานชัดว่าเกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากจีนและมีความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียแน่นแฟ้นขึ้น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลียังอยู่ในระดับตึงเครียดสูง
นั่นย่อมแปลว่าสำหรับอิหร่าน ทรัมป์สามารถคิดเรื่อง “โจมตีเป้าหมาย”
แต่กับเกาหลีเหนือ เขาต้องคิดเรื่อง “จะเกิดสงครามเกาหลีครั้งใหม่หรือไม่”
แต่มีอีกปัจจัยที่สำคัญมากคือทรัมป์ “สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคิม” มาก่อนแล้ว
ตรงนี้แหละที่ทำให้นโยบายของทรัมป์แตกต่างจากประธานาธิบดีอเมริกันหลายคน
ทรัมป์ไม่ได้มองคิมเพียงในฐานะ “ผู้นำประเทศศัตรู” แต่มองว่าคิมเป็น “คนที่เขาสามารถพูดด้วยได้”
ทั้งสองพบกันถึงสามครั้งในสมัยแรกของทรัมป์ – สิงคโปร์ 2018, ฮานอย 2019 และเขต DMZ ในเกาหลีในปีเดียวกัน
แม้การเจรจาเหล่านั้นจะไม่สามารถทำให้เกาหลีเหนือลดหรือยุติโครงการนิวเคลียร์ได้ แต่ทรัมป์ยังคงมองว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นเป็น “สินทรัพย์” ทางการทูต
และในปีนี้เขากำลังพยายามเปิดประตูนั้นอีกครั้ง
ถึงขั้นลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ และพูดถึงการพบคิมอีกครั้ง
ดังนั้น คำว่า “Kim Jong Un is my friend” จึงอาจมีความหมายทางยุทธศาสตร์ว่า “ผมเชื่อว่าผมสามารถคุยกับคนนี้ได้”
มากกว่าจะหมายความว่า “ผมเห็นด้วยกับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ”
แต่ตรงนี้เองที่เกิด “ความย้อนแย้ง” ระดับใหญ่
เพราะถ้ามองจากหลักการการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ นโยบายนี้มีคำถามใหญ่ว่าทำไมประเทศหนึ่งสร้างระเบิดได้แล้วและสหรัฐยอมรับความจริง
แต่อีกประเทศหนึ่งกำลังเข้าใกล้การสร้างระเบิด สหรัฐใช้กำลังหยุดยั้งอย่างรุนแรง
และที่คนอื่นอาจมองเห็นก็คือถ้าคุณรีบสร้างนิวเคลียร์ให้สำเร็จ คุณอาจปลอดภัยกว่าอยู่ในระยะที่กำลังจะสร้าง
นี่เป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนมาก
เพราะมันอาจส่งสัญญาณให้ประเทศอื่นๆ ว่า “บทเรียนของเกาหลีเหนือคือ อย่าให้สหรัฐมีเวลาหยุดคุณ”
และสงครามอิหร่านอาจยิ่งทำให้บทเรียนนี้แรงขึ้น
ผมมองว่าที่ทรัมป์ใช้กำลังกับอิหร่านอาจยิ่งทำให้เกาหลีเหนือเชื่อมั่นว่าอาวุธนิวเคลียร์คือหลักประกันความอยู่รอดของระบอบ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น : “เพื่อน” อาจเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว
นั่นคือ ต้องแยกคำว่า “friendship diplomacy” ออกจากความสัมพันธ์ส่วนตัวจริงๆ
ทรัมป์มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งในนโยบายต่างประเทศ คือชอบสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำโดยตรง
ไม่ว่าจะเป็นคิม, ปูติน หรือสี จิ้นผิง
แนวคิดของทรัมป์ดูจะเป็นว่า “ถ้าผมคุยกับผู้นำได้ ผมอาจจัดการปัญหาของประเทศนั้นได้”
ต้องถามต่อว่าแล้วทำไมอิหร่านไม่ได้รับสิทธิ์แบบเดียวกัน?
ในกรณีอิหร่าน เป้าหมายของสหรัฐไม่ได้มีเพียงเรื่องนิวเคลียร์ แต่ยังมีเรื่อง
* อำนาจของอิหร่านในตะวันออกกลาง
* อิสราเอล
* กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
* ขีปนาวุธ
* ความมั่นคงของอ่าวเปอร์เซีย
* เส้นทางพลังงาน
* ช่องแคบฮอร์มุซ
* บทบาทของอิหร่านต่อพันธมิตรของสหรัฐ
ดังนั้น ประเด็น “นิวเคลียร์อิหร่าน” จึงไม่ได้อยู่โดดๆ หากแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันอำนาจในตะวันออกกลางทั้งหมด
ขณะที่ปัญหาเกาหลีเหนือมีโครงสร้างต่างออกไป นั่นคือ การโยงเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย
และมีเรื่อง deterrence หรือการยับยั้งกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง
และต้องไม่ลืมว่าจีนกับรัสเซียทำให้เกาหลีเหนือเป็นเกมใหญ่กว่าตัวเกาหลีเหนือเอง
นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การใช้กำลังกับเปียงยางแตกต่างจากอิหร่าน
เกาหลีเหนือไม่ได้อยู่คนเดียว จีนเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลมหาศาล และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-รัสเซียแน่นแฟ้นขึ้นมาก
ดังนั้น การโจมตีเกาหลีเหนือไม่ใช่แค่การโจมตี “คิม จองอึน”
มันอาจกลายเป็นการเปิดเกมใหม่กับจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือพร้อมกัน
ทรัมป์จึงอาจมองว่า “ผมมีระเบิดอยู่ในมือแล้ว จะเอาไปเขย่ากล่องให้มันระเบิดทำไม?”
แต่ก็หลีกหนีคำถามใหญ่กว่านั้นไม่ได้ว่า แล้วทรัมป์กำลัง “ยอมรับ” เกาหลีเหนือเป็น “รัฐนิวเคลียร์” หรือไม่?
ในอดีตนโยบายอย่างเป็นทางการของสหรัฐคือต้อง “ทำให้เกาหลีเหนือหมดสภาพเป็นรัฐนิวเคลียร์”
แต่วันนี้ทรัมป์กำลังเปลี่ยน “เรื่องเล่า” เป็นว่า “ความสามารถด้านนิวเคลียร์” ของเกาหลีเหนือเป็นความจริงที่ต้องอยู่กับมัน
และพูดถึงการพบคิมโดยไม่ได้วางเงื่อนไขชัดเจนว่า “ต้องรับปากว่าจะปลดนิวเคลียร์ก่อนจึงจะเจรจา”
เท่ากับเป็นการเคลื่อนจาก “ทำลายความสามารถด้านนิวเคลียร์” เป็น “บริหารความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์”
คือไม่ได้ยอมรับตรงๆ ว่า “ผมยอมรับว่าเกาหลีเหนือควรมีนิวเคลียร์”
แต่กำลังบอกว่า “ผมยอมรับว่าเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์ และผมต้องจัดการกับความจริงนี้”
และคำว่า “friend” อาจเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของนโยบายทรัมป์
ด้านหนึ่งมันอาจเปิดประตูเจรจาที่ผู้นำคนอื่นเปิดไม่ได้
แต่ด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามว่า
ถ้าคิมไม่ใช่ “เพื่อน” แล้ว นโยบายจะเปลี่ยนหรือไม่?
และถ้าประเทศอื่นมีผู้นำที่สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์ได้ดี จะได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากประเทศที่ผู้นำไม่ถูกใจเขาหรือไม่?
นี่เป็นคำถามที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก
เพราะนโยบายความมั่นคงของมหาอำนาจไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าผู้นำคนนี้ชอบผมหรือไม่?
แต่ควรขึ้นอยู่กับประเทศนี้มีศักยภาพอะไร และมันกระทบผลประโยชน์ของสหรัฐอย่างไร?
หรืออาจจะตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ว่าทรัมป์กำลังทำสงครามกับอิหร่านเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านกลายเป็นเกาหลีเหนือ
แต่ในเวลาเดียวกัน เขากำลังคุยกับเกาหลีเหนือเพราะเกาหลีเหนือได้กลายเป็นเกาหลีเหนือไปแล้ว
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทรัมป์ไม่จำเป็นต้องคิดว่าเขากำลัง “สองมาตรฐาน”
ในสายตาของเขาอาจเป็นเพียงเพราะสถานการณ์สองประเทศไม่เหมือนกัน จึงต้องใช้วิธีที่ต่างกัน
แต่ในระดับโลก ปัญหาที่เกิดขึ้นคือประเทศอื่นอาจมองเห็นบทเรียนอีกแบบหนึ่งว่า
เมื่อมีนิวเคลียร์แล้ว อเมริกาจะระมัดระวังมากขึ้น
และนั่นอาจเป็นผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุดของนโยบายนี้
เพราะถ้าบทเรียนที่ประเทศอื่นเรียนรู้คืออย่าเป็นประเทศที่กำลังจะมีนิวเคลียร์ – จงรีบมีเสีย
แล้วทรัมป์ก็จะเรียกคุณว่า “My friend”!
