เทศมองไทย
เมื่อ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันวิชาการ ยูซุฟ อิสฮัค แห่งสิงคโปร์ เผยแพร่รายงานชิ้นหนึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะเป็นการพุ่งเป้าตรงไปที่การให้ความเห็นเกี่ยวกับการทูตไผ่ลู่ลม หรือที่ในบทความเรียกว่าเป็น “แบมบู ดิโพลเมซี” ที่ผู้เขียนระบุว่า เป็นวัฒนธรรมทางการทูต ที่ให้ทั้งความยืดหยุ่น และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
ซึ่งเป็นเสมือน “แนวมาตรฐาน” (default language) ที่ให้ความสำคัญต่อการอยู่รอดในท่ามกลางกระแสตึงเครียดและภัยคุกคามสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ และกลายเป็นรากฐานของการต่างประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน
ข้อเขียนดังกล่าวแสดงความเชื่อถือว่า ทางการไทยยังคงพึ่งพาหลักการนี้ที่เคยสร้างความสำเร็จให้กับประเทศมามาก โดยเอาประเทศให้อยู่รอดไม่ใช่เพราะนโยบายที่ตายตัว แต่เป็นเพราะความคลุมเครือในนโยบาย ที่ทำให้ไทยกลายเป็นชาติเอกราชเรื่อยมา ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกชาติใด และสามารถบรรเทาผลลัพธ์จากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างงดงาม
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนแย้งว่า วิธีการเดิมๆ นี้ อาจจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว
ข้อเขียนดังกล่าวระบุว่า ความสำเร็จทางการทูตในยุคปัจจุบันกลับอยู่ที่แบบแผนและบท ที่เป็นผลมาจากการตีความความท้าทายที่เผชิญหน้าอยู่ในเวลานั้นของผู้กำหนดนโยบาย
ผู้เขียนเสนอว่า ไทยเราควรกลับไปใช้แนวมาตรฐานทางการทูตใหม่ได้แล้ว ความสำเร็จในอดีตจึงจะสามารถรังสรรค์ขึ้นมาได้อีกครั้ง ผ่านทางการศึกษา, การถกเถียงกันในที่สาธารณะ และการเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยม สามารถสร้างความคาดหวังใหม่ๆ ที่จะเกิดกับประเทศชาติ เพื่อตอบสนองต่อการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ควรจะเป็น
การเปลี่ยนนโยบายไม่ใช่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ความล้มเหลวครั้งสำคัญ, สภาวการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เหล่านี้สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
อย่างไรก็ตาม การมีความสำเร็จในอดีตถือเป็นความได้เปรียบประการหนึ่ง เพราะเท่ากับว่า นั่นคือหลักฐานเชิงประจักษ์ ถึงประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์นั้นๆ ซึ่งยังคงเป็นจุดหลักให้ยึดถืออ้างอิงได้ จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไปในทางอื่น
ในไทยความสำเร็จในการปรับตัวทางการทูตที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากภายนอกถูกจัดให้ติดอยู่ในระดับสูงในสังคมในความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางการทูต การดำรงความเป็นอิสระในยุคอาณานิคม, ความสามารถในการจัดการกับแรงกดดันจากมหาอำนาจ ถูกจดจำไว้ในฐานะหลักฐานเชิงประจักษ์ในความสำเร็จของการทูตรูปแบบนี้
แต่หลักคิดแบบนี้ใช่ว่าจะคงอยู่ตลอดเวลา
ในช่วงปลายสงครามเย็น จะเห็นได้ว่าชนชั้นสูงของไทยหันกลับไปหาจีนทั้งๆ ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลาช้านาน
เช่นเดียวกับแบบแผนอื่นๆ แบมบู ดิโพลเมซี ไม่ได้มีการตีความอย่างแม่นยำแหลมคมไว้แต่อย่างใด แต่กลับพูดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกใช้เป็นบทเรียนสำหรับการปรับและเอาตัวให้รอด มีอยู่บ้างบางรายที่เชื่อมโยงแบมบู ดิโพลเมซี กับการนำเอามหาอำนาจมาถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาช่องว่างเอาไว้ไม่ให้ถูกเข้าควบคุม
ผลลัพธ์ก็คือ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่กลับครอบคลุมหลายต่อหลายเรื่องมาก ทุกอย่างจึงสำเร็จลงได้ตามความต้องการ
ผู้เขียนหยิบยกเหตุการณ์ในรัฐบาลยุคหลังขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นภาพการทูตแบบไผ่ลู่ลมในยุคปัจจุบัน ด้วยการชี้ให้เห็นว่า หลังเกิดรัฐบาลทหารในปี 2014 เมื่อจีนเริ่มผงาดขึ้นมาในทางสากล รัฐบาลถูกกดดันให้แสดงความชัดเจนให้เห็นมากยิ่งขึ้นว่าจะเอนเอียงไปข้างไหนระหว่างสหรัฐอเมริกาหรือจีน
ขณะที่ทั้งสองประเทศวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารของไทย
การเคลื่อนเข้าใกล้จีนมากขึ้นอีกหน่อยก็สามารถทำหน้าที่ในเชิงยุทธศาสตร์ของมันได้สำเร็จ ทำให้สามารถจัดการกับแรงกดดันจากชาติตะวันตกได้ดีขึ้นในขณะที่ได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ใหม่กับจีนพร้อมกันไปด้วย
ในตอนท้ายผู้เขียนยก 3 เหตุผลที่ทำให้แบมบู ดิโพลเมซี กลายเป็นความสำเร็จในเชิงนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศไทยมาช้านานว่า
ประการแรก เรื่องนี้เป็นคำอรรถาธิบายเดียวกันกับความทรงจำที่เป็นการอยู่รอดของประเทศชาติ
สอง คู่แข่งต่างชาติ ยินดีที่จะพูดถึงเรื่องนี้มากกว่าการขับเคี่ยวชิงชัยกันในทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมเพียวๆ
สุดท้าย การทูตแบบไผ่ลู่ลมนี้ ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักมากกว่าที่จะเป็นทางเลือก
บทสรุปตอนท้ายของผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า นโยบายการต่างประเทศของไทยไม่ได้เกิดจากความพยายามลดความเสี่ยงหรือความคลุมเครือในจุดยืนทางด้านการต่างประเทศเท่านั้น แต่เกิดขึ้นเพราะความสำเร็จที่สิ่งเหล่านี้บันดาลให้เกิดขึ้นในอดีต จนกลายเป็นความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ในความคิดและกลายเป็นเครื่องมือก่อรูปนโยบายและความคาดหวังที่สาธารณะมีต่อมาอีกเป็นเวลาเนิ่นนาน ทั้งในตอนนี้และในอนาคต
