เทศมองไทย
เมื่อคลื่นลมในทะเลพอจะสร่างซาลงให้ฝ่าฟันไปได้ ก็ถึงเวลาอีกแล้วที่บรรดามุสลิมโรฮิงญาจะออกเร่ร่อนไปในท้องทะเล เพื่อแสวงหาอนาคตใหม่ในดินแดนแปลกหน้า ต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม เป็นเหมือนกลไกกาลเวลาที่หมุนกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง ซ้ำๆ เดิมๆ บางทีเพียงแค่เฉียดกรายเป้าหมาย ก็ถูกจับตัวส่งกลับไปยังมาตุภูมิ เพื่อเผชิญหน้าชะตากรรมเดิมๆ อย่างช่วยไม่ได้
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งทั้งๆ ที่เป็นชาติมุสลิมด้วยกัน แต่จำนวนผู้อพยพยากที่จะทานรับไว้ได้
เมื่อไม่นานมานี้ถึงได้เกิดกระบวนการส่งคืนผู้อพยพชาวเมียนมาราว 1,500 คนกลับประเทศ
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ โดยอ้างว่า การส่งคืนครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามความประสงค์ของเจ้าตัวเอง
ผู้อพยพที่ถูกนำตัวขึ้นรถบัสหลายคัน เพื่อเริ่มกระบวนการส่งกลับเมียนมา ถูกนำมาพักไว้ที่ฐานทัพเรือลูมุท เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
คนเหล่านี้เป็นผู้อพยพระลอกแรกที่จะถูกส่งตัวคืนให้กับเมียนมา ตามที่ได้ทำความตกลงกันไว้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ระบุว่า จำนวนผู้ที่ต้องส่งกลับมีมากถึง 5,000 คน
มาเลเซียย้ำว่า กระบวนการส่งกลับครั้งนี้ดำเนินไปภายใต้ความสมัครใจ
แต่หน่วยงานของสหประชาชาติและบรรดาองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนกลับแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของคนเหล่านี้ทันทีที่เดินทางกลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน ทางหนึ่งเชื่อว่า คนเหล่านี้อาจถูกเกณฑ์ให้เข้าไปเป็นทหาร หรือไม่ก็ถูกทางการดำเนินคดี
แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ การตกเป็นผู้ต้องขัง ในขณะที่สงครามกลางเมืองในเมียนมายังดำเนินต่อไป มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ที่ฐานทัพเรือลูมุท มีเรือรบสองลำ และเรือพยาบาลอีก 1 ลำ จอดเทียบท่า รอคอยปฏิบัติภารกิจส่งผู้อพยพกลับครั้งนี้
กระทรวงมหาดไทยมาเลเซียแถลงตั้งแต่ตอนปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ผู้อพยพระยะแรกที่จะถูกส่งตัวกลับครั้งนี้ ประกอบด้วยพลเรือนเมียนมา 1,476 คน
ซึ่งทั้งหมดได้รับการระบุตัวตนและบ่งชี้ความเป็นพลเรือนจากทางการเมียนมาเรียบร้อยแล้ว
สื่อของทางการเมียนมาเอง รายงานในเดือนเดียวกันนี้ โดยอ้างถ้อยแถลงจากกระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศว่า กำลังทำงานร่วมอยู่กับนานาประเทศเพื่อให้เกิดกระบวนการส่งกลับโดยสมัครใจ ภายใต้กระบวนการที่ปลอดภัยและมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
ปัญหาก็คือ ภายในเมียนมาเอง เกิดความปั่นป่วนไม่สงบมาตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา โดยมีทหารในกองทัพเมียนมาฝ่ายหนึ่งสู้รบกับบรรดากองกำลังติดอาวุธในสงครามที่มีแนวรบเต็มไปหมดทั่วประเทศ
ในขณะที่การกล่าวหาว่าทางการเมียนมาดำเนินคดีและพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา เกิดขึ้นมาก่อนหน้าที่สงครามกลางเมืองนี้จะระเบิดขึ้นมาเสียอีก
เรียกได้ว่า ความขัดแย้งและการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลเมียนมาล้วนเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้นานหลายสิบปีเลยทีเดียว
สํานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ถึงได้บอกว่า ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถรองรับการส่งกลับผู้ลี้ภัยเมียนมาให้กลับประเทศอย่างปลอดภัยและยั่งยืนได้
และยืนยันด้วยว่า ความตกลงส่งกลับอย่างที่ทางการมาเลเซียอ้างไว้นั้น ยูเอ็นเอชซีอาร์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
ข้อมูลของยูเอ็นเอชซีอาร์ระบุว่า มีผู้อพยพชาวเมียนมาในมาเลเซียในตอนนี้อยู่ราว 193,000 คน โดยที่ 2 ใน 3 ของจำนวนนี้เป็นชาวโรฮิงญา
ในขณะที่เจมส์ บาวี ทัง บิค นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวเสริมว่า ถ้าจะว่าตามคำบอกเล่าของผู้อพยพที่เคยถูกส่งกลับไปมาแล้ว บรรดาคนที่ถูกส่งกลับเหล่านี้เสี่ยงต่อการถูกกักขังและบังคับให้จับปืนเป็นทหาร ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับการตัดสินโทษให้ไปตายดีๆ นี่เอง
ที่สำคัญก็คือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียอย่างอันวาร์ อิบราฮิม เพิ่งแถลงออกมาว่า เตรียมการเชื้อเชิญมิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ให้เดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงถึงความขอบใจที่ยอมรับมุสลิมโรฮิงญากลับเมียนมา
รัฐบาลทหารเมียนมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ตลอดมาว่า พยายามที่จะสร้างภาพตัวเองว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของเมียนมา ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่โค่นล้มนางออง ซาน ซูจี พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการดำเนินความพยายามให้ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากประชาคมระหว่างประเทศ
