เหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อการสัญจรโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานที่ขนส่งทางเรือ และส่งผลต่อเนื่องถึงห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงโลก
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบจนเกิดความไม่แน่นอนทางด้านอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เห็นชอบมาตรการด้านพลังงานเพื่อบริหารจัดการลดผลกระทบด้านพลังงานจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง มุ่งบริหารสถานการณ์การจัดหาพลังงานไม่ให้ขาดแคลน
ต่อประเด็นนี้ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ระบุ ปัจจุบันประเทศไทยมีชีวมวลที่เป็น “น้ำมันบนดิน” หรือ “เชื้อเพลิงชีวมวล” โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบและยอดอ้อยที่ตกค้างอยู่ในแปลงอ้อยจากการเก็บเกี่ยวอ้อยสดและไม่มีการเผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว ที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้มากกว่า 9.50 ล้านตัน หรือไม่น้อยกว่า 1 ตันต่อไร่
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569 กำหนดมาตรการเพิ่มรายได้จากใบและยอดอ้อย โดยขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการขายใบและยอดอ้อยเพื่อเป็นวัตถุดิบด้านพลังงานป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลหรือโรงงานที่ใช้พลังงานชีวมวล แล้วนำไปเพิ่มราคารับซื้อใบและยอดอ้อยในอัตรา 300 บาทต่อตันใบอ้อยให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย
มีเป้าหมายให้นำใบและยอดอ้อยไปใช้เป็นเชื้อเพลิงรวมสูงถึง 5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีการผลิต 2567/2568 ซึ่งมีการรับซื้อใบและยอดอ้อยเพียง 2.14 ล้านตัน
น่าสนใจว่ารัฐบาลใหม่จะพร้อมสนับสนุนมาตรการนี้แค่ไหน
เพราะการเร่งผลักดันให้โรงไฟฟ้าชีวมวล นำเศษซากใบและยอดอ้อยไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า จะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงตึงตัว พร้อมสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชาวไร่อ้อย และมีผลทำให้ปริมาณการเผาอ้อยก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวลดลง ลดปัญหามลพิษ PM2.5
เพื่อให้เชื้อเพลิงชีวมวลเป็น “ทางรอด” ของพลังงานไทยอย่างยั่งยืน
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

