เกาะติดสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังคงผันผวน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พุ่งทะยาน กดดันต้นทุนผลิตไฟฟ้าของไทย
วิกฤตดังกล่าวคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังเร่งบริหารจัดการเพื่อประคองค่าไฟให้อยู่ในระดับเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าในภาพรวม
หนึ่งในโรงไฟฟ้าสำคัญคือ “โรงไฟฟ้าแม่เมาะ” จ.ลำปาง
ย้อนไปช่วงปลายปี 2568 เกิดเหตุดินสไลด์ในพื้นที่เหมืองลิกไนต์ ส่งผลให้ระบบลำเลียงเชื้อเพลิงบางส่วนเสียหาย กระทบต่อการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า
“พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ.” จึงประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งซ่อมแซมระบบที่ได้รับผลกระทบ คาดจะกลับมาใช้งานได้บางส่วนเดือนกรกฎาคม 2569 และจะฟื้นฟูเต็มประสิทธิภาพเดือนพฤศจิกายน 2569
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่การผลิตไม่ปกติ โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ปรับแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว นำลิกไนต์จากแหล่งสำรองมาใช้เพิ่มเติม และเพิ่มการขนส่งทางรถบรรทุก รวมถึงปรับแผนเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ขณะเดียวกัน ในเชิงนโยบาย กกพ.ยังได้ปรับ “โครงสร้างการผลิตไฟฟ้า” โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนต่ำและมีเสถียรภาพด้านราคา เมื่อเทียบกับแอลเอ็นจี ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีความผันผวนสูง
ข้อมูลระบุว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนโดยรวมของระบบ และบรรเทาผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหิน แต่ยังคงดำเนินการภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศไทยมีระบบควบคุมมลพิษตามมาตรฐานสากล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
โดยเลขาฯกกพ.ย้ำว่า จะติดตามสถานการณ์พลังงานโลกและบริหารจัดการระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของต้นทุนและความมั่นคง เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของประเทศยังคงมีเสถียรภาพ
ที่สำคัญต้องควบคุมค่าไฟให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

