วันที่ 1 เมษายนนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เตรียมประกาศอัตราค่าไฟงวดใหม่ประจำเดือนเมษายน-สิงหาคม 2569 ที่มีปัจจัยกดดันจากราคาก๊าซตลาดโลกและแอลเอ็นจีพุ่งสูง รวมทั้งเงินบาทอ่อนค่า
หลังเปิดรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์ กกพ. วันที่ 25-31 มีนาคม 2569 โดยมี 3 แนวทาง ดังนี้
แนวทางที่ 1 ค่า Ft 80.60 สตางค์ต่อหน่วย ชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 18% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย
แนวทางที่ 2 ค่า Ft 29.66 สตางค์ต่อหน่วย กฟผ. รับภาระต้นทุน AF กฟผ. เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐานจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย
แนวทางที่ 3 ให้ กฟผ.รับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจํานวน 35,928 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย ไว้แทนประชาชนก่อน และให้ กกพ.นําเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมด 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์/หน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 2% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
โดยเฉพาะแนวทางที่ 3 ซึ่งเป็นไปได้มากที่สุด ได้รับการประเมินเป็นเงินที่ประชาชนกลุ่มใช้ไฟส่วนใหญ่ของประเทศต้องจ่ายเพิ่มอยู่ที่ 200 บาทต่อครัวเรือน
แต่หากรัฐบาลต้องการตรึงราคาค่าไฟให้อยู่ในระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย หรือตรึง 7 สตางค์ออกไป จะต้องหาเงินมาดูแลประมาณ 4,600-5,000 ล้านบาท หรือหน่วยละประมาณ 700 ล้านบาท มีคำถามว่าคุ้มหรือไม่
เพราะการขึ้นน้อยสุดที่ 3.95 บาทต่อหน่วย กกพ.ได้ตัดสินใจนำเงิน Claw back ทั้งหมด 9,472 ล้านบาทมาอุ้มแล้ว
หากรัฐเติมเงินถมเข้าไปอีก อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมนัก เพราะช่วงวิกฤตพลังงานราคามีทั้งอุดหนุนและสะท้อนต้นทุนบางส่วน
เพื่อให้ทุกคนรอดไปด้วยกัน
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

