หน้าแรก จอดป้ายประชาชื่น จ่อตรึงดอกเบี...

จ่อตรึงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี

3.11.26 | 12:04 น.

ผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี 

พร้อมปรับการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวสูงขึ้น เป็น 2.4% จาก 2.3% ตามการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI โดยผลดียังกระจุกตัวและจำกัดอยู่ในกลุ่ม AI-related ขณะที่แนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงกดดันส่วนหนึ่งจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง 


ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ 2.1% แต่มีแนวโน้มเร่งขึ้นในต้นปี’70 จากราคาพลังงานและผลของเอลนีโญ

ประเด็นนี้ ศูนย์วิจัย Krungthai Compass โดย กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์ และ กฤตตฤณ เหล่าฤทธิ์ ประเมินว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี’70 

แม้ กนง.จะปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทย แต่อัตราการเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพและผลดียังกระจุกตัว 

Advertisement

ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศใน 2 ประเด็น

1.การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อ 16 กันยายน 2569 และตลาดยังคาดการณ์ว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐและไทยสิ้นปี’69 กว้างขึ้นเป็น 317 bps กว้างที่สุดในภูมิภาค และในช่วงตลาดเพิ่มคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed เงินบาทอ่อนค่า 0.7% มากเป็นอันดับ 2 รองจากเงินเยน ทั้งนี้ ในช่วงตลาดลดคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed ลง ส่วนต่าง ณ สิ้นปีแคบลงมาอยู่ที่ 306 bps แต่เงินบาทยังอ่อนค่าในระดับ 0.7% อ่อนค่าสูงเทียบประเทศในเอเชีย 

2.ด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ ช่วงปลายเดือนกันยายน ตลาดปรับคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed สูงสุด นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรและหุ้นรวม 2.7 หมื่นล้านบาทภายใน 3 วันทำการ ส่วนในช่วงที่ตลาดลดคาดการณ์ลง ต่างชาติกลับมาซื้อพันธบัตรสุทธิรวม 1.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนความเสี่ยงต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความผันผวน ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท 

ความไม่แน่นอนของค่าเงินบาทที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว จะกดดันการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราระหว่างประเทศ รวมทั้งเสถียรภาพด้านต่างประเทศ 

จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ผันผวนในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป

ปิยะวรรณ ผลเจริญ