
…เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง “คดีฆ่าโหดยกครัวผู้ใหญ่บ้านกระบี่ 6 ศพ” ออกไปในทาง “สังคมเสื่อมทรุด” ผู้คนจิตหลุดจาก “หลักคุณธรรม” ถูกหล่อหลอมด้วย “สภาวะไม่ตระหนักถึงคุณค่าของเพื่อนร่วมโลก เห็นชีวิตมนุษย์ไม่มีความหมาย” มุมมองถูกโยงไปสู่ยุคสมัยแห่งอำนาจนิยม การจัดการการอยู่ร่วมกัน “ใช้กำลัง และอำนาจที่เหนือกว่า” แทนเหตุแทนผล ซ้ำวิธีการเช่นนั้น ถูกตีค่าเป็น “ความดีงาม” ที่หลายคนแสดงความห่วงใยยิ่ง คือ “ค่านิยมของคนรุ่นหลังจะขับเคลื่อนสังคมไทยไปอย่างไร” ในทิศทางที่ยุคสมัยนำสังคมไทยไปเช่นนี้
…ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีที่ คุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ที่มาทำหน้าที่ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” บัญชาการให้เดินแรงเรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา” ด้วยการเน้นเคลียร์ “คุณภาพครู” ปรับ “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” เร่งคุณภาพบัณฑิตให้เหมาะกับการนำประเทศสู่ “ยุค 4.0” ทว่าความน่ายินดีนั้น ยังเป็นไปท่ามกลางคำถามถึง “ประสิทธิผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้” ด้วยในความเป็นจริง ระดับ “คุณภาพของคนที่เข้าเรียนราชภัฏ” นั้น มีความหมายต่อ “คำตอบที่เป็นจริง” อย่างยิ่ง
…เริ่มต้นแบบเหยียบมิดคันเร่ง “ปฏิรูปตำรวจ” ด้วยอำนวยการเต็มร้อยของ ท่านผู้นำ-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การบัญชาการโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เพียงแต่ถึงวันนี้จากความพร้อมอกพร้อมใจของ “ตำรวจ” ทั้งน้อยทั้งใหญ่ แปรเปลี่ยนเป็น “ความน้อยเนื้อต่ำใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ด้วยท่ามกลาง
การปฏิรูป กลับสร้างเสียงเยาะเย้ยถากถาง และหมิ่นแคลนกันครึกโครมในอาชีพตำรวจ จนเกิดการตั้งคำถามว่า “ข้าราชการอื่นดีกว่าตำรวจจริงหรือ”
…การแก้ปัญหา “ราคายาง” ที่ขลุกขลักติดขัดทุกปี เพราะซับซ้อนกว่าแค่ “กำลังซื้อในตลาดโลกตกต่ำ” แต่ที่เป็นอุปสรรคในการเยียวยายังมี “ความถูกต้องของที่ดินที่ปลูกยาง” จำนวนไม่น้อยบุกรุกป่าของทางราชการ ซึ่งหากลงมือช่วยจะกลายเป็น “รัฐบาลยอมรับการบุกรุก” แต่ไม่ช่วยเหลือกลายเป็น “ไม่เหลียวแลเกษตรกร” ซึ่งเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง ในยุคสมัยที่ “ความสงบ” เป็นความจำเป็นเร่งด่วนต้องจัดการ ผู้คนอาจจะจำนนต่อความจำเป็นนั้น จนยอมแลกกับการที่ต้องเดือดร้อน แต่ในห้วงยามที่เปลี่ยนสู่สภาวะที่ทุกฝ่ายไม่มีใครคิดก่อความวุ่นวาย การจะเอาแต่อ้าง “รักษาความสงบ” ไม่ใช่เรื่องที่จะได้รับการ
จำนนนานๆ
…กลายเป็น “กลุ่มอาชีพที่น่าเห็นใจที่สุด” ช่วงนี้ คือ “ประมง” ท่าทีของ “อเมริกา” ที่ยังจำกัดเกรดของประเทศไทยใน “ค้ามนุษย์” ทำให้ “ตังเก” ทั้งหลายกลายเป็น “จำเลยสังคม” ที่ทำประเทศเสียหาย สารพัดมาตรการจึงกระทบต่อการทำมาหากินรุนแรง ในสภาพที่ไม่มีใครให้ความเห็นอกเห็นใจ เรื่องราวเหล่านี้หากเป็นยุคสมัยของ “นักการเมืองจากการเลือกตั้ง” จะได้รับการดูแลอีกแบบ
…กระบวนการแต่งตั้ง “ประธานศาลฎีกา” ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เข้มข้นด้วยเสียงกระซิบแบบ “รู้แล้วเหยียบไว้” ทว่าที่สุดแล้วผลสรุปออกในทางที่ “ตุลาการ” ยังรักษา “หลักการคุณธรรม” เข้มข้นไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
…ประเทศเข้า “หน้าฝน” เต็มที่ เป็นความเดือดร้อนของ “คนเมือง” ที่ต้องเผชิญกับ “รถติด” สาหัสทุกท้องถนน กลายเป็นความหงุดหงิดกันทั้งบ้านทั้งเมืองในโลกของ “อุตสาหกรรม” และ “ธุรกิจการค้า” ทว่าสำหรับ “เกษตรกรรม” เป็นห้วงเวลาแห่งความหวัง ต่างคนต่างความต้องการ อยู่ที่ว่าจะร่วมสังคมได้อย่างไร
ชโลทร








