
…สิงหาคมที่ “ฝ่ายหนึ่งกระเหี้ยนกระหือรือ” ขณะ “อีกฝ่ายอกสั่นขวัญแขวน” รู้กันไปแล้ว 1 เรื่อง “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ตัดสินยกฟ้อง 4 จำเลย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ-พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ-พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในคดี “สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร” ส่งผลต่อ “ความหวังที่จะสะใจ” และ “ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ก่อความหดหู่” ที่สำคัญเหตุผลที่ใช้ตัดสินเป็น “บรรทัดฐาน” ที่ให้ทุกคน ทุกฝ่ายรับรู้ไว้
…ทั้งฝ่าย “หวังในความสะใจ” และ “เตรียมใจรับความหดหู่” รอระทึกเป็น “25 สิงหาคม” วันนัดตัดสินว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีความผิดหรือไม่ หนักแค่ไหนกับ “การทำตามนโยบายรับจำนำข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนา” ไม่เพียงแต่ “คนไทย” เท่านั้น หากมองผ่านวัน “แถลงปิดคดี” จะเห็นว่า “ต่างประเทศ” ทั้งหน่วยงานที่เป็นทางการ และองค์กรด้านต่างๆ ส่งเจ้าหน้าที่มาติดตามอย่างใกล้ชิด แน่นอน “ผลการตัดสิน” ย่อมเป็นที่สิ้นสุด ที่ทุกฝ่าย “ต้องยอมรับ” แต่หลังจากนั้นการกำหนดรายละเอียดความเข้าใจการจัดการ
ของประเทศไทย คงเป็นเรื่องที่ “ประเทศต่างๆ ต้องนำไปพิจารณา”
…ความภาคภูมิใจในประเทศชาติเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในจิตสำนึกของ “เยาวชนคนรุ่นใหม่” เพราะหมายถึง “ความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งดีงามเพื่อการอยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน” เมื่อคนหนุ่มคนสาวอย่าง สุธิตา ชัยชนะสุวรรณ นักร้องดังในนาม อิมเมจ เดอะวอยซ์ ทวีตแสดงความรู้สึก “ประเทศเฮงซวย จะอีก 50 ปีหรือ 1,000 ปี ก็ไม่เจริญขึ้นหรอก” หรือ “เหนื่อยไม่อยากเรียกที่นี่ว่าบ้าน” ซึ่งน่าตระหนกในความคิดมาก กลับแชร์กันสนั่นหวั่นไหวในโลกออนไลน์ ที่น่าคิดคือ “คนรุ่นใหม่” แสดงออกในทาง “เห็นด้วย” ไม่น้อยกว่า “ตำหนิติติง” เรื่องนี้แทนที่จะคิดแบบที่ “อิมเมจ” ทิ้งท้ายไว้ว่า “ยิงกูดิ” ควรจะนึกว่า “เกิดอะไรขึ้น” หรือเปล่า
…และเมื่อ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้ “ยืนเด่นโดยท้าทาย” ในนาม “ประธานสภานิสิตจุฬาฯ” แชร์ข่าวของ “อิมเมจ” พร้อมกับความเห็นเพิ่มเติมว่า “การพูดความจริงใจประเทศนี้มีราคาที่จะต้องจ่าย แต่ถ้าไม่ทำ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรอะไรได้ อย่าให้อิมเมจเป็นแค่หนึ่งในความตื่นเต้นของคนที่กล้าพูด พวกเราต้องกล้าไปกับเธอด้วย” แม้ “ความจริง” ในความหมายของ “เนติวิทย์” จะมีกระแสตอบโต้แบบร้อนแรงมากกว่า แต่ละเลยไม่ได้ว่า “ที่แอบยิ้มด้วยความหวังในคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในใจ” มีไม่น้อย
…น่าจะเลยไปจาก “อิมเมจ” พูดเพราะ “อารมณ์ชั่ววูบ ที่หงุดหงิดเพราะรอรถเมล์นาน” ไปแล้ว ด้วย “ประเทศนี้น่าเบื่อหรือเปล่า” กลายเป็นประเด็นที่ “เปิดถกกันครึกโครมในโลกออนไลน์” ชนิดที่ “ไม่เกี่ยวกับอิมเมจ” มากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดคือ “เยาวชนคนรุ่นใหม่” ติดตาม ความคิดที่ทั้งเห็นต่างต่อต้าน และกระตุ้นให้รู้สึก ย่อมจะตัดสินว่า “ข้อมูลและความคิดแบบไหน” ที่ทำให้คล้อยตามมากกว่า หากไม่ตั้งหลักจัดการให้ดี จะทำให้ “การจัดการในทางที่เหมาะที่ควรเกิดความผิดพลาด”
…เมื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เดินหน้าสั่งการเร่งเต็มที่ “อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน” ย่อมหมายถึง “เปิดประเทศสู่โลกแบบเต็มหน่วย” ระหว่างการหาประโยชน์จาก “โลกการค้าเสรี” ที่ “ออนไลน์” มีบทบาทสำคัญ เนื่องเพราะ “ประสิทธิภาพมากกว่า ขณะต้นทุนต่ำกว่า แถมเป็นช่องทางที่ดีที่สุดให้ประชาชนพัฒนาสู่การจัดการตัวเองสู่ตลาดโลก” ทว่า “การเปิดประตูเชื่อมโลกเต็มที่” คงทำเฉพาะ “ทางเศรษฐกิจ” โดยปิดผลที่จะเกิดต่อ “การเมือง” และ “ความมั่นคง” ไม่ได้ น่าสนใจยิ่งว่า ในทางปฏิบัติ “ท่านผู้นำ-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะเดินไปด้วยกับ “ขุนพลเศรษฐกิจหรือไม่”
…เมื่อเจ้าหน้าที่ใน “รัฐบาลบิ๊กตู่” ขายข้าวที่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” รับจำนำไว้ แล้ว “เจ้าของโกดัง” ออกมาทักท้วงกันระงม เพราะ “กลัวความผิด” ว่าเอา “ข้าวที่คนยังกินได้ ไปขายในราคาอาหารสัตว์” วิธีที่ควรจัดการคือ “ตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น” หรือ “ผู้มีอำนาจต้องมีมาตรการรับประกันให้ชัดเจน” ว่า “ขายแล้วไม่มีใครผิด” ไม่ใช่ “ทำให้ออกมาร้องเพราะความกลัวเลิกร้อง” เพราะเสี่ยงต่อการถูกวิจารณ์ว่า “ทำอะไรไม่คิดถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน”
…ดร.สมคิด-ผศ.อนุรัชนี จาตุศรีพิทักษ์ และ น.อ.นพ.ปกป้อง-วาริณี ปราณีประชาชน เชิญร่วมงานพิธีมงคลสมรส ณพล จาตุศรีพิทักษ์-ภาวิณี ปราณีประชาชน ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ ชั้น 3 อาคารแอทธินี
ทาวเวอร์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม เวลา 18.00 น.
ชโลทร








