
…แม้ “พรรคการเมือง” จะไม่ได้สนับสนุน “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่นัดรวมพลเคลื่อนไหววันที่ 5 พ.ค. อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอก แต่ที่ สมคิด เชื้อคง จาก “เพื่อไทย” ตำหนิ “หัวหน้า คสช.” ว่า “อย่าโยนบาปให้พรรคและนักการเมือง” ก็ดูจะทำให้เสียความรู้สึก เพราะ “ความอยากเลือกตั้งไม่น่าจะใช่บาป” และ “การเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ย่อมไม่น่าจะเป็นการทำบาป” ความกลัวที่จะ “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วออกมาปกป้องตัวเองให้วุ่นวาย” ต่างหาก ที่น่าจะเป็น “บาป”
…ที่สุดแล้ว “บ้านพักหรูบนดอยสุเทพ” ได้พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งและต่อสู้ระหว่าง “ความศรัทธาต่อประโยชน์ของป่า” ผสานกับ “ความเคารพต่อการยึดถือว่าดอยสุเทพเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์” กับ “ศรัทธาต่อตุลาการ” โดยมี “ความคาดหวังว่าอำนาจรัฐจะยืนอยู่ข้างศรัทธาของตัว ในทั้งสองฝ่าย” ความน่าสนใจอยู่ในฐานะ “ผู้ที่ประสงค์จะเป็นผู้นำประเทศสืบต่อไป” จะเข้าใจจิตวิญญาณของสังคมไทย และให้คุณค่ากับ “ศรัทธาแบบไหน” มากกว่า
…พรรคการเมืองหลังถูก “เซตซีโร่” ต้องล่ารายชื่อ “สมาชิกพรรคใหม่หมด” เกิดผลกระทบค่อนข้างรุนแรงในพรรคเก่าเกือบทุกพรรค ที่ “จำนวนผู้ยืนยันสมาชิกน้อยกว่าจำนวนสมาชิกที่เคยมีมหาศาล” ขณะที่เป็น “วิกฤตของพรรคการเมืองเก่า” แต่เป็น “โอกาสของพรรคการเมืองใหม่” ที่สามารถประกาศจำนวนสมาชิกได้เท่าเทียมหรือมากกว่า อย่างไรก็ตาม “จำนวนสมาชิกพรรค” เป็นเพียงความสำเร็จในมิติเดียว ถามที่สุดแล้ว “ยืนยันอะไรไม่ได้” เพราะสุดท้าย “ผลการเลือกตั้ง” อันเกิดจากการตัดสินใจของประชาชนต่างหาก ที่ยืนยัน “แพ้-ชนะ”
…การเมืองในโหมด “ดูด” จะว่าประสบความสำเร็จของ “พรรคที่มีพลังดูด” ก็ยังไม่ชัดนัก เพราะข่าวคราวที่ออกมา ที่เต็มอกเต็มใจ “ถูกดูด” ไม่ชัดเจนสักเท่าไร แต่อาการป้องปากกระซิบกันให้เห็น “ความจำเป็นต้องทิ้งสำนึกประชาธิปไตย” เพราะถูกบีบด้วย “ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้” กลับได้ยินอยู่ทั่วมิตรภาพที่เกิดจากการบังคับเช่นนี้ จะยั่งยืนแค่ไหน มีแต่ “เวลา” จะต้องทำหน้าที่พิสูจน์อีกครั้ง หลังจากแสดงผลให้เห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกับ “การสร้างพรรคด้วยวิธีนี้ในอดีต”
…พรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาใหม่ มีไม่น้อยที่รู้อยู่ว่า “หวังชัยชนะใน ส.ส.เขตพื้นที่ไม่ได้” แต่เพราะ “รัฐธรรมนูญใหม่” กำหนดให้ “พรรคเล็ก” มีโอกาสได้ “ส.ส.บัญชีรายชื่อสูง” ตามเจตนา “ลดขนาดพรรคการเมืองให้เล็กลง” จนไม่มีพลังที่ “จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้” เป็นการเปิดโอกาสให้ “ผู้มีบารมีควบคุมนักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง” แสดงบทบาทผู้นำได้มากกว่า “นักการเมืองเข้ามาด้วยช่องทางนี้” ย่อมหาทุกหนทางที่จะปกป้อง “ช่องทางที่ให้โอกาสผู้แพ้” แบบนี้ไว้ ดังนั้น ได้ “นักการเมืองแบบนี้” เข้ามามาก ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการ “เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต” ไม่ว่าเพื่อ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” จะจำเป็นต้องแก้ไขแค่ไหนก็ตาม
…ความชัดเจนของ “พรรคประชารัฐ” ที่ขับเคลื่อนโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มี อุตตม สาวนายน เป็นผู้แสดงหน้าฉาก มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “ผู้นำ” ที่จะส่งขึ้นสู่ “เก้าอี้นายกรัฐมนตรี” เป็นไปท่ามกลาง “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ยังมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น “คู่ชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศ” ขณะที่ “เพื่อไทย” ยังหาหัวขบวนไม่ได้ ด้วย “คนนี้ก็ไม่เอา คนนั้นก็ไม่ดี” ทว่า “ความมั่นใจในพรรค” ของ “สมาชิกเพื่อไทย” ดูจะหนักแน่นกว่าพรรคอื่นแม้จะเดินออกไปมาก แต่ที่เดินเข้ามาใหม่ก็มีไม่น้อย
…และอาจจะเป็นเพราะ “พรรคการเมืองยังขยับอะไรไม่ได้” ทำให้ความชัดเจนใน “เพื่อไทย” ไม่มี และ “ประชาธิปัตย์” ยังจัดการอะไรไม่ได้มากนักขณะที่ “ยุทธการดูด” ขับเคลื่อนได้โครมคราม ทำให้ “ความเชื่อมั่น” ว่าที่สุดแล้ว “นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง” จะเป็นคนอื่นไปไม่ได้ “นักการเมือง” เล่นการเมืองแค่หาที่ทางให้ตัวเองมีบทบาทในอำนาจ ไม่ได้คิดมากถึง “อุดมการณ์” ที่ควรจะเป็น จึงแสดงอาการให้ “ใครบางคน” รู้สึกว่า “ตัวเองเนื้อหอม”






อุปถัมภ์เชื้อ รองคณบดี เจรจาเพื่อนำวงทีพีโอ ไปแสดงที่กรุงพนมเปญ วันที่ 31 สิงหาคม 2561
เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และช่วยเหลือในการพัฒนาดนตรีคลาสสิกให้ประเทศกัมพูชา
