นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวในงานเสวนา บงกช เอราวัณ ล่าช้า… ตัด โอกาส ลดศักยภาพ!!! เศรษฐกิจ จัดโดย ชมรมฅนน้ำมัน จัดที่อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ว่า แม้ปัจจุบันภาครัฐจะเดินหน้าเปิด ประมูลปิโตรเลียม2แหล่งที่จะหมดอายุ ปี 2565-66 คือ บงกช และเอราวัณ ด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) โดยวางกรอบ ได้ผู้ชนะประมูลเดือนธันวาคมปีนี้และเซ็นสัญญาเดินหน้าเดือนกุมภาพันธ์2562 แต่ส่วนตัวเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวจะไม่ราบรื่น มั่นใจ เพราะไม่เชื่อมั่นต่อภาครัฐ เพราะที่ผ่านมามีความล่าช้า แม้กำหนดขั้นตอนต่างๆชัดเจนแต่ก็เลื่อนมาตลอดหลายปี โดยหลัง จากการยังเชื่อว่าจะมีการประท้วงของกลุ่มต้านเกิดขึ้นอีก และรัฐเองมีโอกาสที่จะถอย เพราะศรัทธาไม่มา ขอท้าว่าเรื่องนี้จะสะดุด ลงอีกแน่นอน
นอกจากนี้ แม้จะเซ็นสัญญาตามกรอบแต่ผลจากการที่เลื่อนจนเหลือเวลาผลิตเพียง 3ปีก็อาจไม่ทันการ ดังนั้นทางออก สำคัญคือ ผู้ลงทุนเดิมอย่าง บริษัท ปตท.ผลิตและสำรวจปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) กับบริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด ควรชนะการประมูล เพราะมีประสบการณ์อย่ามองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ นอกจากนี้ผลกระทบจากการเลื่อนผลิตก๊าซ ของ2แหล่งทำให้ประเทศเสียโอกาสจากการจัดเก็บค่าภาคหลวง และมีโอกาสทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นประมาณ 18 สตางค์ต่อหน่วย กระทบต่อความเป็นอยู่ประชาชน กระทบต่อแผนพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่จะพาคนไทยก้าวพ้นความยากจนในปี 2575 กระทบ กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบ อาจกระทบต่อผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก(เอสเอ็มอี)มากประมาณ 1,000 ราย เพราะจะไม่มีวัตถุดิบในประเทศ ต้องนำเข้ามาแทนรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.5 แสนล้านบาท
“ล่าสุดจากโยบายรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ใน 3 จังหวัดประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ที่จะมุ่งสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่(เอสเคิร์ฟ) หากไม่มีพลังงานที่เพียงพอ ไฟฟ้าราคาแพง เอสเคิร์ฟ เกิดลำบาก อีอีซีจะไม่มีทางเกิดหรือหากเกิดขึ้นก็จะมีปัญหาตามมา ไม่ประสบความสำเร็จ”นายบวรกล่าว




