คนโสดต้องรู้! สปส.แจง 3 สิทธิกรณีเสียชีวิต ย้ำผู้ประกันตนระบุผู้รับผลประโยชน์ได้แม้ไม่ใช่ทายาท ป้องกันเสียสิทธิ

6.07.26 | 11:19 น.

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมไม่จำกัดเฉพาะทายาทเท่านั้น หากผู้ประกันตนได้ทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยสิทธิประโยชน์กรณีเสียชีวิตประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และเงินบำเหน็จชราภาพ

1.ค่าทำศพ ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท หากส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต ผู้มีสิทธิรับค่าทำศพ ได้แก่ บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพ และเป็นผู้จัดการศพจริง ที่มีหลักฐานว่าเป็นผู้จัดการศพ หรือบุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 และ 2 (ส่งเงินสมทบเดือนละ 70 บาท หรือ 100 บาท) จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 (ส่งเงินสมทบเดือนละ 300 บาท) จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท หากส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายใน 12 เดือนก่อนเสียชีวิต

2.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 หากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง x4 เดือน และหากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง x12 เดือน ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 และ 2 จะได้รับเงินสงเคราะห์ 8,000 บาท เมื่อส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 เดือนก่อนเสียชีวิต

โดยเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์หากไม่ได้ทำหนังสือระบุไว้ จะจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามลำดับ ดังนี้

1.สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย

Advertisement

2.บิดาและมารดา (กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะได้รับสิทธิเฉพาะมารดา)

3.บุตร รวมถึงบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย

น.ส.กาญจนา กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่ไม่ได้สมรส หรือไม่มีบิดามารดาและทายาทตามกฎหมาย หากประสงค์จะมอบสิทธิเงินสงเคราะห์กรณีตายให้แก่บุคคลอื่น สามารถจัดทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ไว้ล่วงหน้าได้ โดยหากไม่มีบุคคลใดมีสิทธิรับเงินดังกล่าว กองทุนประกันสังคมก็จะไม่ได้จ่ายสิทธิประโยชน์แก่บุคคลใด สำนักงานประกันสังคมจึงขอแนะนำให้ผู้ประกันตนที่สถานะโสดจัดทำเอกสารระบุชื่อผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตายให้ชัดเจน พร้อมกรอกเลขประจำตัวประชาชนของผู้รับสิทธิและพยานให้ครบถ้วน เพื่อให้เอกสารมีความถูกต้องสมบูรณ์และสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิได้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิสามารถเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้เองและนำมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมเมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิตแล้ว

3.เงินบำเหน็จชราภาพ ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เมื่อเสียชีวิต ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ซึ่งประกอบด้วยเงินสะสมและผลประโยชน์ตอบแทน โดยแบ่งให้แก่ผู้มีสิทธิดังนี้ 1.บุตรชอบด้วยกฎหมาย ได้รับ 2 ส่วน หากมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ได้รับรวม 3 ส่วน 2.สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ได้รับ 1 ส่วน 3.บิดาและมารดาที่มีชีวิตอยู่ ได้รับ 1 ส่วน 4.บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ ได้รับ 1 ส่วนร่วมกับทายาท

หากไม่มีทายาทหรือไม่มีผู้ที่ระบุไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์ จะจ่ายตามลำดับ ได้แก่ 1.พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2.น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา 3. ปู่ ย่า ตา ยาย 4. ลุง ป้า น้า อา                                                                                

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 เงินบำเหน็จชราภาพจะจ่ายให้แก่ บิดา มารดา สามีหรือภรรยา บุตร และบุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ โดยได้รับในจำนวนที่เท่ากัน หากไม่มีบุคคลดังกล่าว จึงจะพิจารณาจ่ายให้ญาติในลำดับเดียวกัน คือ พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา

น.ส.กาญจนา กล่าวว่า แนะนำผู้ประกันตนสามารถกำหนดผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคลอื่นไม่ใช่ทายาทได้เพียงทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้การจ่ายสิทธิเป็นไปตามเจตนาของผู้ประกันตนอย่างถูกต้อง ผู้มีสิทธิสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิตได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิตที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สะดวกทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ