หน้าแรก การเมือง “วิชิต ปลั่งศ...

“วิชิต ปลั่งศรีสกุล”เปิดตัว 3ผู้สมัครเพื่อไทย ประจวบฯ จี้รัฐปลดล็อค เปิดทางหาเสียง

9.12.18 | 12:02 น.

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ที่ปรึกษาด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ แล ะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำนายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 นายสมนึก รุ่งกำจัด ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 เข้าร่วมกิจกรรมการวิ่งฮีโร่ รัน 2018 ระดมทุนการเพื่อการกุศลที่กองบิน 5 จากนั้นเดินทางไปกราบสักสาการะขอพรที่ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ ถนนสละชีพ ข้างศาลากลางจังหวัด พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 3 เขต
นายวิชิต กล่าวว่า มีความพร้อมเต็มที่ มากกว่าการส่งตัวผู้สมัครในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ผู้สมัครทุกเขตพร้อมจับมือเดินไปด้วยกันในระยะยาว สำหรับตนเคยทำงานการเมืองในระดับชาติมานานหลายปี ยืนยันว่า จะปักหลักทำงานการเมืองในพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นใจเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้งการประมง ราคาพืชผลการเกษตร

นายวิชิต กล่าวอีกว่า ในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ พ.ร.บ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะมีผลบังคับใช้ แต่ล่าสุด แนวทางในการบังคับใช้กฎหมายยังสร้างความสับสนให้ผู้สมัคร สส.ทุกพรรค และประชาชน เนื่องจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่ดูแลกฎหมายให้ความเห็นข้อเสนอแนะไม่ตรงกัน แต่ไม่ปลดล็อคทางการเมืองให้ทุกพรรคทำกิจกรรมหาเสียงได้โดยยกเลิกคำสั่ง คสช.ทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้ชัดเจน อย่าประวิงเวลาเพราะกลัวบางพรรคจะพ่ายแพ้ การแสดงอาการหวาดกลัวความพ่ายแพ้ คือ ความเสื่อมของพรรคการเมือง นอกจากนั้นความเป็นอิสระของ กกต.อยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วงว่าจะเป็นกลไกหรือเครื่องมือให้รัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะการเสนอความเห็นของนายกรัฐมนตรี จะไม่พิมพ์โลโก้พรรคลงในบัตรเลือกตั้งยิ่งสร้างความสับสนเป็นอย่างมาก ดังนั้น กกต.ควรออกมาปฏิเสธทันทีเพื่อให้ให้การเลือกตั้งมีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง

“กกต.ควรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงการระดมทุน 600 ล้านบาทของบางพรรคหลังจากประกาศจะจัดโต๊ะจีนหารายได้เข้าพรรค และ ยังไม่นับรวมเงินบริจาค เงินนอกระบบที่เข้ามาหนุนพรรค แต่กฎหมายกำหนดให้ส่งผู้สมัครได้เพียง 500 คน ในอนาคต กกต.อาจกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงรายละไม่เกิน 1 ล้าน หรือ 1.5 ล้านบาท ดังนั้น กกต.ควรทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงว่าจะนำเงินรายได้ส่วนเกินไปทำกิจกรรมใด ส่วนกรณีที่ยุติการจัดโต๊ะจีนก็ควรประกาศให้ชัดเจนว่ามาจากปัญหาที่ล่อเหลมเสี่ยงผิดกฎหมาย หรือ ต้องการหางบเพิ่มจากกิจกรรมอื่นที่ไม่เปิดเผย ” นายวิชิต กล่าว