หน้าแรก เด่นวันนี้ สสส.-สคล. ผนึ...

สสส.-สคล. ผนึก 8 สถาบันศึกษา ลงนาม MOU สร้างสถานศึกษาปลอดปัจจัยเสี่ยง เผยเด็ก 90.5% ชี้ กีฬาช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง อีก 69.6% มีวินัยมากขึ้น

20.08.26 | 07:00 น.

ในวันที่โลกของเด็กและเยาวชนเต็มไปด้วยสิ่งเร้ารอบด้าน ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน และยาเสพติดที่แทรกซึมเข้าถึงตัวได้ง่ายกว่าที่เคย คำถามสำคัญของสังคมไทยจึงควรหยุดอยู่ที่จะห้ามเยาวชนอย่างไร แต่คือ “จะสร้างทางเลือกที่ดีกว่าให้เด็กได้อย่างไร” และคำตอบหนึ่งที่จังหวัดบึงกาฬกำลังพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรม คือการใช้ “กีฬา” เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานเปิดโครงการ BUENGKAN U-18 FUTSAL CHAMPIONSHIP SCHOOL LEAGUE 2026 ภายใต้ชื่อ “เพื่อนกันมันส์โนแอล” ซึ่งต่อยอดจากการแข่งขันรุ่น U-15 สู่รุ่น U-18 พร้อมชูแนวคิด “ไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เสพ ไม่พนัน” และร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ขับเคลื่อนสถานศึกษาปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติด ร่วมกับสถานศึกษา 8 แห่ง และภาคีเครือข่ายในพื้นที่



นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า การดูแลเด็กและเยาวชนไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมโดยรวม โครงการนี้จึงมุ่งเปลี่ยน “สนามกีฬา” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เปลี่ยน “สถานศึกษา” ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และเชื่อม “ชุมชน” ให้เข้ามามีส่วนร่วมดูแลเด็กอย่างแท้จริง
“การลงนาม MOU ครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่ต้องเป็นกลไกทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การปฏิบัติจริงทั้งด้านการป้องกัน การให้ความรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ขอฝากถึงเด็กและเยาวชนให้รู้เท่าทัน กล้าปฏิเสธ และเป็นเพื่อนที่ดีชวนกันทำสิ่งสร้างสรรค์ เพราะชัยชนะที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เพียงการชนะในสนามแข่งขัน แต่คือการชนะใจตนเอง และเลือกเส้นทางชีวิตที่ดีให้กับตัวเอง” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
ด้าน นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีสุขภาวะที่ดี มีวินัย และเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมองว่ากีฬาไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังช่วยปลูกฝังวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการเคารพกติกา โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันฟุตซอล แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์

เยาวชนกว่า 90% ลดพฤติกรรมเสี่ยงได้จริงหลังเข้าร่วมกีฬา

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า สสส. ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สนับสนุนการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์และเครือข่ายโค้ชฟุตซอลมาอย่างต่อเนื่อง นับจากนำร่องในปี 2561 ด้วยทีมเข้าร่วมเพียง 74 ทีม จนปัจจุบันขยายตัวเป็นมากกว่า 1,190 ทีม จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักกีฬากว่า 17,850 คน และโค้ช-ผู้จัดการทีมกว่า 4,760 คน โดยจังหวัดบึงกาฬเข้าร่วมแล้ว 12 ทีม
ที่สำคัญ ผลการประเมินโครงการจากเยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขัน SDN Futsal No-L Cup 2026 จำนวน 1,144 คน จาก 11 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พบข้อมูลที่ยืนยันพลังของกีฬาอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มเยาวชน 347 คน หรือ 30.3% ที่เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงมาก่อนเข้าร่วมกิจกรรม หลังเข้าร่วมโครงการแล้วมีถึง 90.5% หรือ 314 คน ที่สามารถลดหรือเลิกพฤติกรรมเสี่ยงได้ และ 69.6% ระบุว่าตนเองมีระเบียบวินัยมากขึ้น มีเป้าหมายชีวิตชัดเจนขึ้น และใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น
“สะท้อนว่าพื้นที่สร้างสรรค์ไม่ได้สร้างเพียงกิจกรรม แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม ทักษะชีวิต และภูมิคุ้มกันของเยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

Advertisement


ขณะที่ นายฉลอง นพคุณ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ ในฐานะตัวแทนสถานศึกษาทั้ง 8 แห่ง กล่าวว่า ทุกแห่งมุ่งมั่นใช้กีฬาเป็นฐานการเรียนรู้ หรือ Sport for Development เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต วินัย ความรับผิดชอบ และภาวะผู้นำของเยาวชน ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและการอบรมแกนนำเยาวชน
นายศุภฤกษ์ ต่อพันธุ์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน กล่าวเสริมว่า การขยายแนวคิดพื้นที่สร้างสรรค์จากสนามกีฬาสู่โรงเรียนและชุมชน โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่ อย่างโรงเรียนบ้านคำไผ่ ถือเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศการดูแลเด็ก” ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไม่อาจเกิดจากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงลำพัง


“เพื่อนกันมันส์โนแอล ไม่เพียงเป็นคำขวัญของการแข่งขัน แต่เป็นแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของเยาวชนบึงกาฬ เพื่อนชวนเพื่อนทำสิ่งดี โรงเรียนเปิดพื้นที่ ชุมชนช่วยดูแล และทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างอนาคตให้เด็กและเยาวชน” นายศุภฤกษ์ กล่าว
สำหรับสถานศึกษาที่ร่วมลงนาม MOU ทั้ง 8 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ โรงเรียนหนองเข็งวิทยาคม โรงเรียนศรีวิไลวิทยา โรงเรียนบุ่งคล้านคร โรงเรียนศรีชมภูวิทยา โรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม โรงเรียนหนองยองพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก และโรงเรียนบึงโขงหลงวิทยาคม ซึ่งจะร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมและสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสถานศึกษาต่อไป