เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงย้ำ ‘รู้รากเหง้า-เคารพภูมิปัญญา’ รักษาคุณค่า ‘ฝีมือมนุษย์’ ในยุคเอไอ

19.08.26 | 17:29 น.

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงย้ำ ‘รู้รากเหง้า-เคารพภูมิปัญญา’ รักษาคุณค่า ‘ฝีมือมนุษย์’ ในยุคเอไอ

 


หากผ้าไทยคือเรื่องราวที่ถูกทอขึ้นจากเส้นไหม เส้นฝ้าย สีสัน ลวดลาย และสองมือของช่างทอในแต่ละท้องถิ่น เรื่องราวเหล่านั้นคงไม่ได้จบลงหลังจากถูกทอจนสำเร็จ หากแต่ยังสามารถเดินทางต่อไปได้อีกไกล ผ่านสายตาของนักออกแบบ ผ่านจินตนาการของคนรุ่นใหม่ และผ่านโลกแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน “เราจะทำอย่างไรให้ผ้าไทยยังมีชีวิตอยู่ในโลกอนาคต” นั่นคือคำถามสำคัญในผ้าไทยที่กำลังโลดแล่นอยู่ในศตวรรษที่ 21

คำตอบส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ในแนวพระดำริของ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ผู้ทรงนำองค์ความรู้ด้านสิ่งทอ ศิลปะ การออกแบบ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม มาผสานเข้ากับมุมมองของโลกแฟชั่นร่วมสมัย จนเกิดเป็น “Thai Textiles Trend Book” หนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทยที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนเดินทางมาถึงเล่มที่ 7 ใน “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027”

Advertisement

ในโอกาสที่เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานประชุมวิชาการ “Symposium การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569” ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

การนี้ ทรงบรรยายในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2569” ร่วมกับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักสื่อสารมวลชนและผู้ดำเนินรายการ และนายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ The Standard

เมื่อถูกถามถึงพระปรีชาสามารถที่ทรงสนพระทัยศาสตร์หลากหลายแขนง ทั้งกีฬา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และการออกแบบ และทรงนำความรู้เหล่านั้นมาสังเคราะห์เป็นแนวทางในการทรงงานอย่างไร พระองค์ทรงย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทรงศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยว่า หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนจิตรลดา และเข้าศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงมีพระดำรัสถึงโลกของมหาวิทยาลัยว่าเป็นโลกใหม่ที่ต้องเรียนรู้ ทั้งการเรียน การพบปะผู้คนต่างคณะ ต่างสาขา และมุมมองที่แตกต่างออกไป

“ท่านหญิงเป็นคนพลังงานสูง เป็นคนที่เวลาอยากรู้อะไรก็ต้องรู้ให้จริง ต้องรู้ให้ลึก และจะมีคำถามตลอดเวลา”

การตั้งคำถามจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และการเปิดพระทัยรับฟังผู้คนที่มี Vision แตกต่างจากพระองค์ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ สิ่งที่ทรงให้ความสำคัญคือกระบวนการฝึกฝนตนเอง

“หลังจากนั้นก็ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบท้าทายทำอะไรก็ทำจริง ทำให้ได้ ทำให้ลึก ก็คือขยัน”

คำว่า “ขยัน” ในพระดำรัสของพระองค์ ไม่ใช่การทรงงานหนัก หากหมายถึงการลงมือทำอย่างจริงจัง ตั้งคำถามเมื่อไม่เข้าใจ และกลับไปค้นคว้าจนกว่าจะได้คำตอบ แม้ทรงมีทั้งไอแพดและคอมพิวเตอร์ แต่การจดบันทึกด้วยพระหัตถ์ยังเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ ทรงบันทึก วาดภาพ สเกตช์ และเก็บรวบรวมข้อมูลลงในสมุดหลายขนาด

“ท่านหญิงเป็นคนซุปเปอร์แมนนวล ฉันจด ฉันวาด ฉันสเกตช์ ฉันคอลเล็ก มีสเกตช์บุ๊กใหญ่ เล็ก ทุกอย่างเราจะใช้มือหมด”

จากหนังสือที่ทรงสะสม สีที่ทรงพบเห็นระหว่างการเสด็จไปเยือนในสถานที่ต่างๆ ไปจนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสี ทุกอย่างสามารถกลายเป็นข้อมูลที่นำกลับมาศึกษาและเชื่อมโยงต่อกันได้

“เราต้องเหมือนมีห้องสมุดในสมองเรานิดหนึ่ง เราจะวางระบบการทำงานของเรา เราจะโน้ตอย่างไร เราชอบใช้สีใช้อะไรเขียนมากเพราะว่ามันจำ มันจำมากกว่าในคอมพิวเตอร์ จำมากกว่าใช้ AI”

สำหรับ Thai Textiles Trend Book ไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งพระทัยที่จะสร้างหนังสือแฟชั่นที่ดูสวยงามเพียงอย่างเดียว หากมีที่มาจากประสบการณ์ตรงเมื่อครั้งทรงศึกษา พระองค์ทรงมีพระดำรัสว่า ในช่วงเริ่มต้น หนังสือเล่มนี้ได้ไม่ดีนัก มีทั้งผู้ต่อต้านและผู้ที่ไม่เข้าใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทรงยึดมั่นมาตั้งแต่ต้น คือการสร้างหนังสือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

“เราอยากทำหนังสือสักเล่มหนึ่งที่เด็กๆ ชาวบ้าน หรือคนทุกระดับเข้าถึงได้ง่าย ไม่แพง และไม่มีค่าใช้จ่าย”

เพราะในความหมายของพระองค์ หนังสือไม่ควรเป็นของสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น ครั้งหนึ่งเมื่อทรงศึกษาอยู่ในประเทศไทย หนังสือของหน่วยงานราชการบางเล่มอาจมีเนื้อหาที่ดี แต่รูปแบบไม่น่าดึงดูดพอที่จะทำให้คนรุ่นใหม่อยากหยิบขึ้นมาอ่าน ขณะที่เมื่อเสด็จไปทรงศึกษาต่างประเทศ กลับได้พบหนังสือที่มีทั้งเนื้อหาและการออกแบบที่น่าสนใจ ประสบการณ์เหล่านั้นกลายเป็นแรงบันดาลพระทัย

อีกด้านหนึ่งคือ “ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงองค์ความรู้” เพราะหนังสือบางเล่มมีราคาสูง ขณะที่นักศึกษาบางคนต้องหาวิธีเข้าถึงข้อมูลด้วยวิธีอื่น พระองค์จึงทรงมองเห็นว่า หนังสือที่ดีและมีคุณภาพควรทำหน้าที่เป็นประตูให้คนทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้

“สิ่งเหล่านี้คือเราเห็นว่ามันเกิดการไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ในการศึกษา เราเลยคิดว่าเราต้องการทำหนังสือที่ทุกคนเข้าถึงได้”

จากแนวคิดดังกล่าว Thai Textiles Trend Book จึงค่อยๆ ขยายตัวจากหนังสือเกี่ยวกับผ้าไทย ไปสู่การรวบรวมอัตลักษณ์ของศิลปะและการออกแบบไทย สิ่งทอ สี ลวดลาย และคาแร็กเตอร์ของแต่ละภูมิภาค สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้คนมองเห็นว่า “ผ้าไทย” ไม่ได้มีเพียงแบบเดียว “เราก็จะเอามาทำทุกภูมิศาสตร์ไทย จนวันนี้คนเข้าใจมันมากขึ้น ทุกคนเห็นคุณค่า” และเบื้องหลังองค์ความรู้ทั้งหมดนี้มีช่างทอและศิลปินชั้นครูเป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา พระองค์จึงทรงมีพระดำรัสขอบพระคุณผู้มีส่วนร่วมว่า

“สิ่งที่ท่านหญิงอยากพูดคือกราบขอบพระคุณคนทอผ้าทุกคนหรือศิลปินชั้นครูทุกคนที่เข้าอกเข้าใจเราเป็นอย่างดี และเปิดใจมาก ขอบคุณทุกคนมาก”

หากมองผ้าไทยในฐานะระบบหนึ่ง ช่างทอคือ “ต้นน้ำ” ที่มีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่การเก็บหม่อน เลี้ยงไหม ไปจนถึงการทำสีและสร้างลวดลายในแต่ละภูมิภาค แต่หากต้องการให้ผ้าไทยเดินทางต่อไปไกลกว่านั้น จำเป็นต้องมีผู้คนในทุกกระบวนการเข้ามาร่วมกัน ทั้งนักออกแบบ นักพัฒนา นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจงานแฟชั่น งานอินทีเรีย และงานสร้างสรรค์ในแขนงต่างๆ ล้วนสามารถนำองค์ความรู้ไปตีความต่อได้

และสิ่งหนึ่งที่ทรงมีพระประสงค์ให้เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น คือการนำหนังสือเล่มนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษา

“อยากให้หนังสือเล่มนี้ไปสู่กระบวนการการศึกษาของเด็กนักเรียนทุกคน เพราะว่าเป็นหนังสือที่คนไทยทำ และเป็นหนังสือที่อ่าน วิเคราะห์แล้วว่าสามารถไปไกลได้อีกมาก”

เพราะหากเด็กได้รู้จักผ้าไทยตั้งแต่ในห้องเรียน ผ้าไทยก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงมรดกจากคนรุ่นก่อน แต่กลายเป็นวัตถุดิบทางความคิดที่เด็กสามารถหยิบไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ด้วยตัวเอง

สำหรับในโลกแฟชั่นที่หมุนเร็ว เทรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกฤดูกาล ความท้าทายของผ้าไทยจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างสิ่งที่ควรเก็บไว้ กับสิ่งที่ควรพัฒนา พระดำรัสของพระองค์มีคำตอบที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งว่า “ก่อนอื่นคือเราต้องรู้รากฐานของเราก่อนนะคะ ประวัติศาสตร์เราต้องแม่น เราต้องรู้ว่าอารยธรรมของไทยคืออะไร แล้วอะไรคือความเป็นท้องถิ่น”

การพัฒนาไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ หากยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังจะนำไปต่อยอด

“เราไม่จำเป็นต้องรีบหากคุณไม่เข้าใจมัน เราค่อยๆ พัฒนาไป จนกว่าทุกอย่างจะลงตัว ทุกอย่างจะเกิดขึ้นถ้าเรารู้ราก และต้องรู้รากอย่างถ่องแท้ ในมุมของนักออกแบบ เสื้อผ้าที่มีแรงบันดาลใจจากความเป็นไทยไม่ควรเป็นเพียงชุดสำหรับการแสดงบนเวที เมื่อแฟชั่นโชว์จบลงก็จบไปพร้อมกัน แต่ควรเป็นเสื้อผ้าที่ผู้คนสามารถนำกลับมาใช้ในชีวิตจริงได้ เราเป็นดีไซเนอร์ เราต้องการทำเสื้อผ้าให้คนใส่ แต่ต้องใส่ตลอดไป ใส่ไปเรื่อยๆ”

“สำหรับนักออกแบบที่สนใจในผ้าไทย อย่างแรกเลยคือขอบคุณมากที่อยากรู้ อย่างน้อยก็คือประตูบานแรกที่เราอยากจะเรียนรู้ แต่การอยากรู้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องรู้ถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของสิ่งที่กำลังจะนำมาใช้ด้วย อย่างแรกคือคุณต้องรู้รากฐานก่อน รากฐานของวัฒนธรรม วัฒนธรรมพื้นถิ่น ก็คือภูมิรัฐศาสตร์ คุณมาจากจังหวัดไหน คุณมาจากที่ใด หรือคุณเป็นคนกรุงเทพฯที่สนใจผ้าจากแหล่งอื่น ก็อยากให้ศึกษา เพราะลวดลาย สี และผ้าแต่ละชนิดมีบริบทของตัวเอง บางลวดลายอาจเกี่ยวข้องกับศาสนา ความเชื่อ หรือวิถีชีวิตของชุมชน จึงไม่สามารถนำมาตัด ตีความ หรือใช้โดยปราศจากความเข้าใจ”

“ผ้าไทยมีความประหลาดอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าคุณไม่เคารพ นับถือเขา ผ้าไทยก็จะไม่เคารพคุณต่อ” พระดำรัสดังกล่าวมิได้ทรงหมายถึงเพียงการดูแลรักษาผืนผ้า หากยังหมายรวมถึงการให้ความเคารพต่อภูมิปัญญา ฝีมือของช่างทอ ตลอดจนรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนที่สั่งสมอยู่เบื้องหลังผืนผ้าแต่ละผืน เพราะการนำผ้าไทยไปต่อยอดอย่างแท้จริง จำเป็นต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจและความเคารพในสิ่งที่ได้รับสืบทอดมา

ด้วยเหตุนี้ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 เป็นเล่มที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระประสงค์ให้หนังสือเล่มนี้เป็นต้นทางของการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ศึกษา วิเคราะห์ และนำองค์ความรู้ไปตีความต่อยอดตามความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง

ขณะเดียวกัน โลกแฟชั่นในปัจจุบันมิได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสแฟชั่นเพียงอย่างเดียว หากยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งเข้ามามีบทบาทตั้งแต่กระบวนการค้นคว้า การออกแบบ ไปจนถึงการสร้างสรรค์ภาพและแนวคิดใหม่ๆ ทว่าในโลกที่เทคโนโลยีสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับคุณค่าของสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่อาจทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ ความประณีตศิลป์ และทักษะจากฝีมือมนุษย์

“สิ่งหนึ่งที่ AI ไม่สามารถสู้เราได้คือ Creativity ความเป็นประณีตศิลป์ ความเป็นช่างฝีมือ everything about hand นี่คือสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ เราอยู่ในยุค AI แต่เราจะอยู่ในยุค AI ยังไงให้บาลานซ์ที่สุด”

และสิ่งหนึ่งที่ทรงมีพระประสงค์จะฝากไว้ คือคุณค่าของผลงานที่เกิดจากฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

“อยากจะฝากทุกคนว่างานอะไรก็ตามที่ออกมาจากมือเรา มันจะเป็นสิ่งที่คงอยู่ และมันจะอยู่ตลอดไป”

พระดำรัสอีกช่วงหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมิติทางความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังการจัดทำ Trend Book เล่มนี้ ซึ่งมิได้ทรงมองแฟชั่นเพียงในฐานะความงดงามของสีสันและรูปแบบ หากยังทรงให้ความสำคัญกับการกลับมาเชื่อมโยงกับตัวตนและความรู้สึกภายในของผู้สร้างสรรค์

“หนังสือเล่มนี้จะเป็นความรู้สึกว่าทำยังไงให้งานเราอยู่กับตัวเองมากที่สุด ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมีสติจากก้นบึ้งของหัวใจ ดึงมันขึ้นมาและออกมาเป็นชิ้นงาน”

จากแนวพระดำริดังกล่าว ผ้าไทยจึงมิได้หยุดอยู่เพียงในพื้นที่ของชุมชนหรือในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม หากสามารถเดินทางจากอดีตสู่ปัจจุบัน จากชุมชนสู่เมือง จากช่างทอสู่ผู้สร้างสรรค์และนักออกแบบ และจากประเทศไทยไปสู่สายตาของนานาประเทศ

ทว่าการเดินทางไปสู่อนาคตนั้น มิได้เริ่มต้นด้วยการละทิ้งสิ่งเดิม หากเริ่มจากการกลับไปทำความเข้าใจว่า “เราคือใคร” ทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิปัญญา ความหมายของสีและลวดลาย ตลอดจนเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังผืนผ้า และเหนือสิ่งอื่นใด คือการให้ความเคารพต่อองค์ความรู้เหล่านั้น ก่อนที่จะนำมาต่อยอดเป็นสิ่งใหม่

สำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ การสืบสานผ้าไทยคือการทำให้ผืนผ้านั้นยังคงมีชีวิต สามารถหยิบขึ้นมาสวมใส่ นำมาออกแบบ ตีความ ตั้งคำถาม และสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ได้อย่างไม่สิ้นสุด และหากวันหนึ่งเด็กคนหนึ่งเปิดหนังสือ Trend Book ขึ้นมาอ่าน แล้วค้นพบว่า ผืนผ้าที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องของ “คนรุ่นก่อน” แท้จริงแล้วสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเขาเองได้ เมื่อนั้นการสืบสานก็อาจมิใช่เพียงการรักษาของเดิมเอาไว้ หากคือการส่งต่อ “โอกาส” ให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างความหมายใหม่จากรากเดิม และทำให้ผ้าไทยสามารถเดินทางต่อไปได้อย่างมีชีวิตในโลกอนาคต

เมื่อนั้น “ราก” ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ฉุดเราไว้กับอดีต แต่กลายเป็นรากที่ทำให้เรามีแรงพอจะเติบโตไปข้างหน้า