กรมวิชาการเกษตร รับนโยบาย”ธรรมนัส” เร่งแจก หัวเชื้อย่อยวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก ย่นเวลาเหลือ5วัน เพิ่มผลผลิต30%
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “โครงการสืบสาน รักษา ต่อยอด ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา กรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมกับที่ ร้อยเอก ธรรมนัส และ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกิจกรรม ฉีดพ่นจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังในนาข้าว และติดตามการย่อยสลายของตอซังฟางข้าว
ทั้งนี้ ภายหลังทดลองใช้ ‘หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก’ พบว่า ฟางข้าวย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการเผา และเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน และหว่านหัวเชื้อราไตรโคเดอร์มาสำหรับคลุกกับเมล็ดข้าว เพื่อป้องกันโรคพืชทางดิน โดย ร้อยเอก ธรรมนัส สั่งกำชับให้ กรมวิชาการเกษตร ผลักดัน ชีวภัณฑ์ทางการเกษตร ‘การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก’ เพื่อการลดใช้สารเคมีทางการเกษตร ลดปัญหาการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกร และผู้บริโภค เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตพืช และผลิตภัณฑ์สู่เกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน ลดการเผาตอซัง ตอบโจทย์นโยบายลด PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาได้ตรงจุด รวมถึง ชีวภัณฑ์ทางการเกษตรดังกล่าว ตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มรายได้ให้ เกษตรกร 3 เท่าใน 4 ปี
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมัก เป็นผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วย แบคทีเรีย 2 สายพันธุ์ (Panibacillus sp. และ Achomobacter sp.) และรา 2 สายพันธุ์ ( Trichoderma sp. และ Streptomyces sp.) โดยเป็นการผสมผสานระหว่างจุลินทริย์และชีวภัณฑ์ ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตเอนไซม์เซลลูเลส และโปรตีเอส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการย่อยวัสดุอินทรีย์ ประเภทลิกโนเซลลูโลสและโปรตีน ให้เป็นปุ๋ยหมัก ในระยะเวลาที่สั้นลง
นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยเร่งการย่อยตอซังฟางข้าวในนา และเศษซากพืชในพื้นที่เพาะปลูกได้โดยตรง ซึ่งการปลูกข้าวของเกษตรกรเมื่อทำการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จะรีบปรับไถพื้นที่นา เพื่อการปลูกอย่างต่อเนื่องทันที โดยมักจะเผาตอซังและฟางข้าวที่เหลืออยู่ในนา เพื่อความสะดวกในการเตรียมแปลงปลูกข้าว ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดมลพิษ เพิ่มภาวะโลกร้อน และทำลายสมดุลธรรมชาติ หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก จะช่วยเร่งระยะเวลาการเป็นปุ๋ยหมักให้เร็วขึ้น ใช้ย่อยสลายตอซังในนาข้าว/ใช้ย่อยสลายใบอ้อย/เศษซากพืชในพื้นที่เพาะปลูก พร้อมกับยังสามารถใช้ในบ่อบำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นในบ่อเกรอะได้ด้วย
” เราใช้เวลาวิจัยมานานหลายปี กว่าจะประสบความสำเร็จ และมั่นใจได้ว่า นำมาใช้กับพี่ชาวเกษตรกรได้จริง การทดลองใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ของหน่วยอื่นที่ผ่านมา ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ จะใช้เวลาการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ค่อนข้างนาน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และจนถึงเกือบเดือน ดังนั้นใช้เชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ จึงไม่เป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกร และ เกษตรกรเลยเลือกที่จะใช้วิธีเผาตอซัง ทางกรมวิชาการเกษตรก็เลยมองเห็นถึงปัญหาและเก็บมาเป็นแนวคิด ซึ่งนักวิจัยได้พยายามทดลองและปรับปรุง หัวเชื้อจุลินทรีย์ให้สามารถใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ได้สั้นลง” นายรพีภัทร์ กล่าว
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า จุดเด่นที่ทำให้ชาวเกษตรกรหันมาสนใจ การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ คือ การที่ตัวหัวเชื้อจุลินทรีย์ช่วยเร่งระยะเวลาการเป็นปุ๋ยหมักให้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาจาก 2 สัปดาห์ เหลือเพียง 5 วัน ในการใช้ย่อยสลายตอซังในนาข้าว และสิ่งที่สำคัญคือการช่วยลดต้นทุน ในการนำวัสดุเศษฟาง หรือ วัสดุธรรมชาติกลับไปเป็นอินทรียวัตถุในดินและเป็นการเพิ่มปุ๋ยในดินอีกด้วย โดยกรมวิชาการเกษตรใช้เวลา 5 ปี ในการคิดค้นพัฒนาตัวหัวเชื้อจุลินทรีย์และใช้งบประมาณค่อนข้างหลายล้าน ในการหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยมาแก้ปัญหาตอบโจทย์ในเรื่องของการย่อยสลายตอซังโดยตรงโดยที่ไม่ต้องเผา
” สำหรับเป้าหมายการนำมาช่วยพี่น้องชาวเกษตรกรไทย นั้น ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีกำลังการผลิตตัวหัวเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวอาจจะยังได้ไม่เยอะ ประมาณ 50-100 ตัน ซึ่งอยากเพิ่มจำนวนการผลิตสำหรับการแจกจ่ายให้พี่น้องชาวเกษตรกรได้รับทั่วถึงมากขึ้นและเพียงพอ รวมถึงการไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยปกติทางกรมวิชาการเกษตรก็มีตัวชีวภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและทางภาคเอกชนก็การถ่ายทอดและนำไปผลิตต่อ ดังนั้น การพัฒนาที่นำสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีหัวเชื้อตัวนี้ จึงเป็นเรื่องที่ทางกรมวิชาการเกษตรให้ความสำคัญขณะนี้ หากมองไกลไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า” นายรพีภัทร์ กล่าว
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก จะเป็นตัวช่วยแนวทางการนำร่องเศรษฐกิจไทยในด้านตอบโจทย์การค้าโลก ในเรื่องของภาษีคาร์บอน หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และ มาตรการ EUDR ซึ่งจะตอบโจทย์การทำการเกษตรแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าว นอกจากการช่วยลดปัญหา PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาตอซังแล้วนั้นยังช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งจะส่งผลทำให้รายได้ของพี่น้องชาวเกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมถึงการมีสุขภาพที่ดี และสามารถที่จะส่งสินค้าการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปยังตลาดที่เน้นเรื่องพวกนี้ได้อย่างต่อเนื่อง
นายรพีภัทร์ กล่าวอีกว่า การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ตัวนี้ จะเป็นกลไกอาวุธสำคัญในการการลดปัญหาฝุ่นควันภาคเกษตรภายใต้แคมเปญ 3R “GAP PM2.5 Free” โดยปัจจุบันได้มีการทดลองกับชาวเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดีพอสมควร ชาวเกษตรกรหลายรายใช้ได้ผลอย่างยิ่ง โดยสามารถลดปริมาณการใช้ยาฆ่าแมลงได้ ไม่ต้องใช้วิธีการเผาตอซัง และผลผลิตเพิ่มขึ้น 20-30%
“ในส่วนพื้นที่ที่มีการเผาตอซังอย่างในเขต หนองจอก มีนบุรี ก็ได้นำตัวชีวภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้เมื่อ 3 เดือนที่แล้วก่อนจะเข้าสู่ช่วงการเผา ซึ่งก็ได้ผล และเกษตรกรเขตนั้นก็ชื่นชม โดยทางกรมวิชาการเกษตร ก็ได้ร่วมกับทางกรุงเทพมหานครในการที่จะนำร่องในแปลงข้าวในเขตกรุงเทพฯ ที่ยังมีปัญหาควันไฟจากการเผา” นายรพีภัทร์ กล่าว
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า สำหรับก้าวต่อไปสำหรับโครงการ หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว ในอนาคต นั้น ตอนนี้ ทางกรมวิชาการเกษตรยืนยันได้ว่าเทคโนโลยีชีวภัณฑ์ทางเกษตรดังกล่าว สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สิ่งเดียวที่อยากปรับปรุงและพัฒนาคือ การขยายกำลังการผลิต และ ต้องบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน หรือ มหาวิทยาลัยต่างๆเข้ามาช่วยกันผลิต เพื่อเพิ่มปริมาณกระจายไปยังชาวเกษตรกรในหลายพื้นที่ให้ทั่วถึงมากขึ้น และ ในส่วนการกระจายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ได้สั่งไปยังสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 8 ให้นำเทคโนโลยีตัวนี้ ไปแจกจ่ายพื้นที่ที่เจอปัญหาและนำไปใช้ก่อนได้ทันที อย่างภาคเหนือ มีการทดสอบแล้วในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา เชียงใหม่ รวมถึงภาคกลาง มีการทดสอบแล้วในหลายจังหวัด เช่น ชัยนาท เป็นต้น
” กรมวิชาการการเกษตรมีแผนการถ่ายทอดวิธีการผลิตไปยังสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 8 ต่อไปสำหรับการผลิตเองด้วย ซึ่งจะทำให้พี่น้องชาวเกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ถ้าหากในอนาคตชาวเกษตรกรในหลายพื้นที่ ต้องการเทคโนโลยีชีวภัณฑ์ทางเกษตรตัวนี้ อย่างมหาศาล ก็จะต้องวางแผนการผลิตต่อไป ” นายรพีภัทร์ กล่าว


