สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ เปิดพื้นที่ระดมความคิดจากผู้นำภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อค้นหาแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคมผ่าน “เวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นภาคส่งท้ายของการอบรมโครงการ TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development หรือ RoLD Program รุ่นที่ 2 อย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 5 เดือน
ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่สังคมจะสงบสุขและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ บ้านเมืองจะต้องอยู่บนรากฐานของหลักนิติธรรม หรือ The Rule of Law ซึ่งมิใช่เพียงมีกฎหมายบังคับใช้ หากแต่ต้องตรากฎหมายที่ดีที่เป็นธรรมขึ้นมาเป็นกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน แล้วนำกฎหมายเหล่านั้นมาใช้เพื่อเอื้ออำนวยความยุติธรรมให้กับคนในสังคมทุกหมู่เหล่า และไม่เอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
“ปัจจุบันสหประชาชาตินำหลักนิติธรรมเข้าเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) หลักนิติธรรมจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงการกฎหมายอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับนานาชาติ TIJ จึงจัดทำหลักสูตร RoLD Program ขึ้นโดยคัดเลือกผู้นำทางความคิดจากหลายศาสตร์หลายแขนงมาร่วมกันบูรณาการสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนสังคมบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม”
ประเด็นหลักของเวทีสาธารณะในครั้งนี้ คือ การหาแนวทางใหม่เพื่อสร้างสรรค์ความเป็นธรรมด้วยหลักนิติธรรม ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรม RoLD Program ได้ร่วมกันกลั่นกรองและคัดเลือกประเด็นปัญหาที่พบเห็นในสังคมไทย มาวิเคราะห์ เสนอแนะทางออก เพื่อสร้างสังคมอย่างเป็นธรรมด้วยหลักนิติธรรม
‘การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเคารพกติกาในสังคมไทย’ คือ หนึ่งในหัวข้อที่ถูกยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนา วัฒนธรรมการเคารพกติกา มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งหนึ่งที่สนับสนุนหลักนิติธรรมให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง
หากเราลองทำความเข้าใจจะพบว่าสังคมไทยเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ (Kinship-based) หรือกระบวนการจัดการความดีของชุมชน และวัฒนธรรมผ่านกฎกติกา (Rule-based) หรือระบบจัดการความจริงของสังคม ในสังคมไทย กฎหมายมักถูกสอดแทรกด้วยความสัมพันธ์หรือปัจจัยมนุษย์ เช่น การต่อรองราคาสินค้าที่อาจปรับเปลี่ยนไปตามระดับความสัมพันธ์ การเอื้อเฟื้อให้ผู้อื่นด้วยน้ำใจทั้งที่ไม่ถูกกติกา การยกโทษบางอย่างที่สมควรถูกดำเนินการด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน ซึ่งปัญหาที่หยั่งรากลึกประการหนึ่งของสังคมไทยคือหลายสิ่งสามารถต่อรองได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้า ดอกเบี้ย ค่าปรับ ให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย
การแก้ปัญหาการเคารพกติกาของคนในสังคมจะต้องมองปัญหาอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่การออกแบบกฎหมายที่เหมาะสมแก่เหตุและสอดคล้องกับสภาพสังคม การคิดถึงว่าจะนำกฎหมายไปใช้อย่างไร และจะบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ อย่างไร
ทั้งนี้เพื่อให้วัฒนธรรมเคารพกติกาเกิดขึ้นได้ จำเป็นจะต้องสร้างเสริมปัจจัย 3 ประการ คือ ประการแรก การสร้างวัฒนธรรมให้คนในสังคมคิดถึงคนอื่นหรือสังคมมากกว่าตนเอง นั่นคือ สิทธิของสังคมต้องมาก่อนสิทธิส่วนบุคคล ประการที่สอง การสร้างพฤติกรรมร่วมกันของคนในสังคมเพื่อเป็นรากฐานสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย และประการสุดท้าย ต้องมีการควบคุมทางสังคมที่มีประสิทธิภาพ โดยผู้ที่ละเมิดกติกาต้องได้รับผลคือโทษอันสืบเนื่องจากการกระทำผิดนั้น
เพียงกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของกติกาการอยู่ร่วมกันด้วยหลักผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่แสวงหาความมีอภิสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษในการไม่ทำตามกฎกติกา ไม่เพิกเฉยต่อการกระทำที่ไม่สมควร และปลูกฝังให้คนในสังคมตระหนักถึงสิทธิของสังคม สิทธิสาธารณะ และสิทธิของคนอื่น ก่อนคำนึงถึงสิทธิของตนเอง เพียงเท่านี้สังคมไทยก็จะมีความสุขได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรมเพราะการสร้างสังคมแห่งหลักนิติธรรมต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเคารพกติกา

