“ยารา” ปุ๋ยตราเรือใบไวกิ้งเพียงหนึ่งเดียวที่ครองคุณภาพอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนานและมีวิสัยทัศน์ที่เข้มแข็งในการ ช่วยเพิ่มผลผลิตและผลกำไรให้กับเกษตรกร พร้อมตอกย้ำผู้นำวงการและความเป็นต้นตำหรับปุ๋ยเรือใบไวกิ้งอย่างแท้จริง ด้านดิจิทัล และต่อยอดโซลูชั่นด้านดิจิทัลฟาร์มมิ่ง นายเมดิ เซนท์-อังเดร์ กรรมการผู้จัดการ และรองประธานกลุ่มโภชนาการพืช บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยยารา ตราเรือใบไวกิ้ง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศนอร์เวย์ และผู้นำเรื่องปุ๋ยธาตุอาหารคุณภาพสูงในระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน และมีความเก่าแก่ บริษัทยาราก่อตั้งมาแล้วกว่า 113 ปีในประเทศนอร์เวย์ ได้เปิดดำเนินการในประเทศต่างๆ แล้ว มากกว่า 60 ประเทศ รวมทั้งมีโรงงานมากกว่า 25 แห่งทั่วโลก ยาราเป็นบริษัทแรกในโลกที่คิดค้นการสกัดธาตุอาหารไนโตรเจนจากอากาศมาผลิตเป็นปุ๋ยธาตุอาหารไนโตรเจนสำหรับพืช ซึ่งถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการเกษตรโลก เลยทีเดียว ในปี พ.ศ. 2450 หรือเมื่อ 111 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลในการนำความเจริญและเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย พระองค์ได้เสด็จประพาสบริษัทยาราที่นอร์เวย์ ซึ่งในครั้งนั้น พระองค์ได้นำปุ๋ยธาตุอาหารแคลเซียมไนเตรต กลับมายังประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ รู้จักการใช้ปุ๋ยเพื่อบำรุงพืชเป็นครั้งแรก ซึ่งปุ๋ยที่พระองค์ทรงนำมานี้ ปัจจุบันคือ ปุ๋ยยาราลีว่า (YaraLiva) ที่ยังคงมีจำหน่ายและใช้อย่างแพร่หลายในหมู่เกษตรกร ลำไย ทุเรียน ส้ม มะนาว และผักชนิดต่างๆ มาจนทุกวันนี้ สำหรับการดำเนินงานในปัจจุบันบริษัทยาราเป็นผู้นำในเรื่องปุ๋ยไนเตรตในระดับโลก และในประเทศไทยบริษัทยารายังคงเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายปุ๋ยธาตุอาหาร NPK คุณภาพสูง เป็นแบรนด์อันดับต้นในตลาดปุ๋ยประเทศไทย และครองใจอันดับ 1 ของเกษตกร โดยปุ๋ยยาราได้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อ 45 ปีที่แล้วผ่านผู้จัดจำหน่าย ก่อนที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจด้วยตนเองในปัจจุบัน ซึ่งยารามีตัวแทนจำหน่ายหลักกว่า 160 รายและมีตัวแทนจำหน่ายรายย่อยอีกหลายพันราย ซึ่งเป็นร้านเคมีเกษตรทั่วประเทศอีกด้วย ยาราเดินหน้ามอบองค์ความรู้ปลูกแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกร เมื่อเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของยาราคือการมุ่งให้ความรู้แก่เกษตรกร (knowledge grows) เพื่อนำไปสู่ผลกำไรและชีวิตที่ดีขึ้น ตามสโลแกนความรู้ปลูกแรงบันดาลใจ ในแต่ละปียาราจึงมีกิจกรรมมากมายที่ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของยาราได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรกว่า 40,000 ราย เพื่อเสริมความรู้และคำนึงนึกถึงเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง (Farmer Centric) ในทุกกิจกรรมนอกจากนี้บริษัท ยารา ยังมียุทธศาตร์ “ยาราไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเดินตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ที่่เน้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในการเกษตร เช่น การเพิ่มช่องทางสื่อสารทางด้านโซเชียลมีเดียคือเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ Youtube ซึ่งปัจจุบันยารามียอดรับชมโฆษณาสูงถึงเกือบ 2 ล้านวิวทำให้มองเห็นช่องทางกระจายความรู้สู่สื่ออนไลน์ ไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ ทางยารายังมีแอพพลิเคชั่น “yara check IT” ซึ่งเป็นแอพพลิเคชัั่นที่มีจุดเด่นในการตรวจสอบอาการผิดปกติของพืชที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร และยังจะมีแอพพลิเคชั่น สำหรับดีลเลอร์ และเกษตรกรอย่างครบวงจรอีกด้วยในอนาคต อีกหนึ่งตัวอย่างของยุทธศาสตร์ “ยาราไทยแลนด์ 4.0” คือเรื่อง Digital Farming หรือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในด้านการเกษตรโดยมีการรวบรวมนำเอาความรู้ เครื่องมือและข้อมูลรวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันและสนับสนุนเกษตรกรและส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เกษตรกรมีความรู้มากขึ้น ส่วนแผนการเติบโดยในอนาคตยาราจะเปิดตัวปุ๋ย สูตร 23-8-8 ใหม่สำหรับข้าวโพดในเดือน พฤศจิกายนนี้ โดยประเมินว่าจะได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีพื้นที่เพาะปลูกมาก ปัจจุบันยารามีสัดส่วนการขายพืชหลักๆ 5 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผัก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ายอดขายปุ๋ยสำหรับข้าวโพดจะสามารถกลายเป็นอีกหนึ่งพืชหลักที่สำคัญของยาราต่อไปในอนาคต จากจำนวนปุ๋ยสำหรับพืชเศรษฐกิจทั้งหมดกว่า 20 ชนิด ปัจจุบันตลาดในประเทศไทย มีปุ๋ยเพื่อการเกษตรจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ เกษตรกรบางส่วนยังมีความสับสนในชื่อยี่ห้อ และ โลโก้ ที่มีลักษณะคล้ายกัน มร.เมดิ เซนท์-อังเดร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้คำแนะนำว่าเกษตรกรควรเลือกปุ๋ยจากคุณภาพ และความน่าเชื่อถือ รวมถึงประสบการณ์ที่มีมายาวนาน เนื่องจากจะเป็นเครื่องการันตีถึงมาตรฐานของปุ๋ยได้ “สำหรับยารา เรากล้าพูดได้ว่าเราเป็นปุ๋ยตราเรือใบไวกิ้งเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่มีทั้งคุณภาพและมาตรฐานสูง เกษตรกรไทยเชื่อมั่น และไว้ใจเรา จึงทำให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดประเทศไทยมาอย่างยาวนานตลอด 45 ปี และต่อไปในอนาคต จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเราจะเป็นปุ๋ย NPK ที่ครองอันดับ 1 ในใจเกษตรกรตลอดมา”


