ระบบขับถ่ายของคุณแปรปรวนแค่ไหน เสี่ยงไหมที่จะเป็น “โรคไอบีเอส”

2.04.19 | 14:10 น.

     กินมื้อหนักหรือรู้สึกเครียดทีไรต้องปวดท้องทุกที เดี๋ยวก็มีอาการท้องเสียบ้าง ท้องผูกบ้าง แต่พอกินยาก็หายและไม่นานก็กลับมาเป็นอีก! รีบเช็กตัวเองให้แน่ใจ ใครที่มีอาการแบบนี้มานานแรมปี มีสิทธิ์เป็น “โรคไอบีเอส” หรือ “โรคสำไส้ทำงานแปรปรวน” ที่บอกเลยว่าถ้าไม่รักษาก็สามารถเป็นวนไปได้ตลอดชีวิตเลยหละ

มาทำความรู้จักกับโรคไอบีเอส

     โรคไอบีเอส (Irritable Bowel Syndrome) เกิดจากการที่ลำไส้ทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้องร่วมกับท้องเสียหรือท้องผูก หรืออาจท้องเสียสลับท้องผูก แต่จะไม่พบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไม่พบการอักเสบ แผล เนื้องอก หรือมะเร็งที่ลำไส้ ไม่มีความผิดปกติในเลือด และไม่ได้เกิดจากโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงานของลำไส้ โดยจะเป็นโรคเรื้อรังที่มักเป็นๆ หายๆ ซึ่งอาจเป็นได้ตลอดชีวิต แม้จะไม่อันตราย แต่ก็สร้างความรำคาญและเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว

สาเหตุของโรคไอบีเอส

    โรคนี้ไม่มีอาการชี้เฉพาะ ทำให้ไม่พบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าสาเหตุเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ

Advertisement
  1. ผนังลำไส้มีการหลั่งสารฮอร์โมนที่ผิดปกติ ทำให้การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติไปด้วย
  2. ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป หลังทานอาหารหรือเมื่อเกิดความเครียด ลำไส้จึงบีบตัวหรือเคลื่อนที่มากกว่าปกติ
  3. สารที่ควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้ และสมอง เกิดความผิดปกติ

อาการของโรคไอบีเอส

     สังเกตได้จากระบบขับถ่าย การถ่ายแบบปกติจะไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ อาจเป็นข้อบ่งชี้ถึงสัญญาณของโรคได้

  1. ปวดเกร็งที่ท้อง ท้องอืดและมีลมมาก
  2. ระบบขับถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรือเป็นทั้ง 2 แบบสลับกัน
  3. อุจจาระเป็นก้อนแข็งทำให้ถ่ายลำบาก หรืออุจจาระเหลวเป็นน้ำจนกลั้นไม่อยู่
  4. มีมูกปนมากับอุจจาระมากขึ้น และหลังถ่ายอุจจาระ มีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด
  5. มีอาการตามที่กล่าวมาแบบเป็นๆ หายๆ นานเกิน 3 เดือน

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไอบีเอส

     ในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคไอบีเอสไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน แต่อาจเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะในรายที่มีอาการไม่มากจะคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นโรคนี้

     โรคนี้สามารถพบได้ทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีอายุเริ่มต้น 20 – 30 ปี ไปจนถึง 60 ปี ซึ่งโรคนี้จะไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่ต้องระวังหากเกิดในผู้สูงอายุ ถ้าเพิ่งมีอาการท้องเสียหรือท้องผูกหลังอายุ 40 – 50 ปี อาจมีโอกาสมาจากโรคมะเร็งลำไส้ที่เกิดร่วมกับโรคไอบีเอสได้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจอย่างละเอียด เช่น ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ เอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ หรือการส่องกล้อง

ทำอย่างไร ถ้าไม่อยากให้โรคไอบีเอสเกิดซ้ำ

     ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการหลังทานอาหารหรือเครียด โดยแพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาระบายหากมีอาการท้องผูก หรือให้ยาต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อลดอาการปวดท้อง แต่วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ปรับการใช้ชีวิตที่ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่ต้องทำไปตลอดเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นอีก เริ่มต้นง่ายๆ จากสูตร “เพิ่มพร้อมลด” ดังนี้

     สิ่งนี้ต้องเพิ่ม

  1. กินอาหารที่มีกากหรือเส้นใย เช่น ขนมปังโฮลวีต ถั่ว ผัก และผลไม้
  2. เพิ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง น้ำตาล
  3. พยายามทำใจให้สบาย หมั่นผ่อนคลายความเครียด

     สิ่งนี้ต้องลด

  1. เลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ หนังเป็ดหนังไก่ นม ครีม เนย น้ำมันพืช และอโวคาโด
  2. เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำอัดลม ของดองและยาบางชนิด
  3. กินอาหารทีละน้อยแต่บ่อยขึ้น ดีกว่าการกินมากๆ จนอิ่มเกินไป

แม้จะเบาใจได้ว่าโรคไอบีเอสจะไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่ก็อาจเป็นๆ หายๆ จนสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ป่วยได้ตลอดชีวิต ดังนั้นถึงจะมีอาการไม่ร้ายแรงก็ควรเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นซ้ำ จึงแนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษาและตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ที่ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลธนบุรี