กินมื้อหนักหรือรู้สึกเครียดทีไรต้องปวดท้องทุกที เดี๋ยวก็มีอาการท้องเสียบ้าง ท้องผูกบ้าง แต่พอกินยาก็หายและไม่นานก็กลับมาเป็นอีก! รีบเช็กตัวเองให้แน่ใจ ใครที่มีอาการแบบนี้มานานแรมปี มีสิทธิ์เป็น “โรคไอบีเอส” หรือ “โรคสำไส้ทำงานแปรปรวน” ที่บอกเลยว่าถ้าไม่รักษาก็สามารถเป็นวนไปได้ตลอดชีวิตเลยหละ
มาทำความรู้จักกับโรคไอบีเอส
โรคไอบีเอส (Irritable Bowel Syndrome) เกิดจากการที่ลำไส้ทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้องร่วมกับท้องเสียหรือท้องผูก หรืออาจท้องเสียสลับท้องผูก แต่จะไม่พบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไม่พบการอักเสบ แผล เนื้องอก หรือมะเร็งที่ลำไส้ ไม่มีความผิดปกติในเลือด และไม่ได้เกิดจากโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงานของลำไส้ โดยจะเป็นโรคเรื้อรังที่มักเป็นๆ หายๆ ซึ่งอาจเป็นได้ตลอดชีวิต แม้จะไม่อันตราย แต่ก็สร้างความรำคาญและเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว
สาเหตุของโรคไอบีเอส
โรคนี้ไม่มีอาการชี้เฉพาะ ทำให้ไม่พบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าสาเหตุเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ
- ผนังลำไส้มีการหลั่งสารฮอร์โมนที่ผิดปกติ ทำให้การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติไปด้วย
- ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป หลังทานอาหารหรือเมื่อเกิดความเครียด ลำไส้จึงบีบตัวหรือเคลื่อนที่มากกว่าปกติ
- สารที่ควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้ และสมอง เกิดความผิดปกติ
อาการของโรคไอบีเอส
สังเกตได้จากระบบขับถ่าย การถ่ายแบบปกติจะไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ อาจเป็นข้อบ่งชี้ถึงสัญญาณของโรคได้
- ปวดเกร็งที่ท้อง ท้องอืดและมีลมมาก
- ระบบขับถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรือเป็นทั้ง 2 แบบสลับกัน
- อุจจาระเป็นก้อนแข็งทำให้ถ่ายลำบาก หรืออุจจาระเหลวเป็นน้ำจนกลั้นไม่อยู่
- มีมูกปนมากับอุจจาระมากขึ้น และหลังถ่ายอุจจาระ มีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด
- มีอาการตามที่กล่าวมาแบบเป็นๆ หายๆ นานเกิน 3 เดือน
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไอบีเอส
ในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคไอบีเอสไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน แต่อาจเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะในรายที่มีอาการไม่มากจะคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นโรคนี้
โรคนี้สามารถพบได้ทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีอายุเริ่มต้น 20 – 30 ปี ไปจนถึง 60 ปี ซึ่งโรคนี้จะไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่ต้องระวังหากเกิดในผู้สูงอายุ ถ้าเพิ่งมีอาการท้องเสียหรือท้องผูกหลังอายุ 40 – 50 ปี อาจมีโอกาสมาจากโรคมะเร็งลำไส้ที่เกิดร่วมกับโรคไอบีเอสได้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจอย่างละเอียด เช่น ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ เอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ หรือการส่องกล้อง
ทำอย่างไร ถ้าไม่อยากให้โรคไอบีเอสเกิดซ้ำ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการหลังทานอาหารหรือเครียด โดยแพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาระบายหากมีอาการท้องผูก หรือให้ยาต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อลดอาการปวดท้อง แต่วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ปรับการใช้ชีวิตที่ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่ต้องทำไปตลอดเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นอีก เริ่มต้นง่ายๆ จากสูตร “เพิ่มพร้อมลด” ดังนี้
สิ่งนี้ต้องเพิ่ม
- กินอาหารที่มีกากหรือเส้นใย เช่น ขนมปังโฮลวีต ถั่ว ผัก และผลไม้
- เพิ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง น้ำตาล
- พยายามทำใจให้สบาย หมั่นผ่อนคลายความเครียด
สิ่งนี้ต้องลด
- เลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ หนังเป็ดหนังไก่ นม ครีม เนย น้ำมันพืช และอโวคาโด
- เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำอัดลม ของดองและยาบางชนิด
- กินอาหารทีละน้อยแต่บ่อยขึ้น ดีกว่าการกินมากๆ จนอิ่มเกินไป
แม้จะเบาใจได้ว่าโรคไอบีเอสจะไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่ก็อาจเป็นๆ หายๆ จนสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ป่วยได้ตลอดชีวิต ดังนั้นถึงจะมีอาการไม่ร้ายแรงก็ควรเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นซ้ำ จึงแนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษาและตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ที่ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลธนบุรี


