การจัดการสอนผ่าน ‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ วิถีพัฒนาผู้เรียนไทยในศตวรรษที่ 21

19.06.19 | 11:00 น.

     เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา มีการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ‘ทำไมต้อง…หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ โดยมี ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานเปิดการประชุม

     ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกันถึงสมรรถนะของผู้เรียนไม่ว่าจะในระบบและนอกระบบ ซึ่งหากย้อนหลังไป 10 ปี สมรรถนะของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี ความหลากหลายของความสามารถของบุคคลเป็นสิ่งจำเป็น ความรู้ในเรื่องพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จะทำให้เห็นว่าความสามารถของคนนั้นเป็นอย่างไร ทำให้ต้องการทักษะที่เน้นความสามารถและสมรรถนะ ฉะนั้นหลักสูตรที่ต้องเน้นสมรรถนะในการดำรงชีวิต ทักษะในการทำงานมากขึ้น

     ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี ประธานคณะทำงานวางแผนการจัดทำกรอบสมรรถนะการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) กล่าวว่า เหตุที่ต้องเปลี่ยนจากหลักสูตรอิงมาตรฐานไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะนั้น เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤติการศึกษา ซึ่งพบสาเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ  1.การเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม 2.เด็กไทยได้รับความรู้มาก แต่ประยุกต์ใช้ไม่ได้ ขาดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต ทำให้มีขีดความสามารถต่ำ กระทบต่อความอยู่ดีของประเทศชาติ ซึ่งนานาประเทศต่างปรับมาใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในการพัฒนาผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา จีน เกาหลีใต้ และแอฟริกาใต้ เป็นต้น

Advertisement

     “ศตวรรษที่ 21 มีความไม่แน่นอน ความรู้เก่าที่เคยให้นักเรียนไม่เพียงพอที่จะใช้ในโลกยุคใหม่ กรอบความคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 3Rs (Reading, Riting, Rithmetics)+ 8Cs (Critical Thinking, Creativity, Collaboration, Cross-cultural Understanding, Communication, Computing & Media Literacy, Career & Learning Self-reliance และ Change) +2Ls (Learning และ Leadership) การเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้เราต้องเปลี่ยนเพื่อให้ตอบรับกับความรู้ ความต้องการในอนาคต ดังนั้นการจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดคุณภาพที่ต้องการต้องช่วยให้ครูจัดการเรียนรู้เชิงรุก และจัดการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ” รศ.ดร.ทิศนา กล่าว

     รศ.ดร.ทิศนา กล่าวว่า สมรรถนะนั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 7 ประการ คือ 1.ความรู้ (Knowledge) 2.ทักษะ (Skill) 3.คุณลักษณะ/เจตคติ (Attribute/Attitude) 4.การประยุกต์ใช้ (Application) 5.การกระทำ/การปฏิบัติ (Performance) 6.งานและสถานการณ์ต่างๆ 7.ผลสำเร็จ (Success) ตามเกณฑ์ที่กำหนด (Performance Criteria) ทั้งนี้ หลักสูตรฐานสมรรถนะ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพียงแต่เป็นการปรับจุดเน้นจากเน้นหนักเนื้อหาสาระ ไปเน้นการปฏิบัติให้เกิดผล เพราะสมรรถนะเป็นความสามารถของบุคคลในการใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะคนที่มีอยู่ในการทำงาน หรือการแก้ปัญหาต่างๆ จนประสบความสำเร็จในระดับใดระดับหนึ่ง

     รศ.ดร.บังอร เสรีรัตน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมุ่งเน้นพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้สู่การปฏิบัติจริง มี 6 แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่ 1 ใช้งานเดิม เสริมสมรรถนะ แนวทางที่ 2 ใช้งานเดิม ต่อเดิมสมรรถนะ แนวทางที่ 3 ใช้รูปแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาสมรรถนะ แนวทางที่ 4 สมรรถนะเป็นฐานผสานตัวชี้วัด แนวทางที่ 5 บูรณาการผสานหลายสมรรถนะ และแนวทางที่ 6 สมรรถนะชีวิตในกิจวัตรประจำวัน

     ดร.ทรงพร พนมวัน ณ อยุธยา ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ สมุทรสงคราม กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ สามารถออกแบบการเรียนรู้ ไปปรับใช้ตามบริบทของแต่ละโรงเรียนได้แตกต่างกัน โดยเน้นพัฒนาสมรรถนะที่ผู้เรียนขาดได้

     “โรงเรียนที่มีคุณครูจำนวนน้อยและต้องสอนหลายวิชา สามารถบูรณาการสมรรถนะได้ดีมาก คุณครูสามารถนำมาตรฐานและตัวชี้วัดมาใช้ประเมินสมรรถนะเด็กนักเรียนได้ เพราะสมรรถนะ คือ ความสามารถที่เด็กแสดงออก” รศ.ดร.ทรงพร กล่าว

     ผศ.ดร.ดนุชา ปนคำ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตร กล่าวว่า ทางโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตร เชื่อมั่นในแนวทางฐานสมรรถนะว่าจะช่วยพัฒนาผู้เรียน โดยโรงเรียนได้จัดทำหลักสูตร โดยคำนึงถึง 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1. สมรรถนะหลักในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนที่จำเป็น 10 ประการ 2.คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 13 และ 3.ความต้องการจำเป็นของนักเรียน โรงเรียน สังคมไทย และสังคมโลก และได้แบ่งการจัดการเรียนรู้ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ กลุ่มสมรรถนะเพื่อชีวิต และกลุ่มสุนทรียะและทักษะกลไก ซึ่งจะประเมินผลของนักเรียนผ่านเกณฑ์ KPAC คือ Knowledge, Practice, Attitude และ Competency ผลที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักสูตรกับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 พบว่า เด็กนักเรียนชื่นชอบวิชาสมรรถนะเพื่อชีวิต ผลตอบรับจากผู้ปกครองออกมาดี อันเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จที่ชัดเจนของการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ