20 ปี ปฏิรูปการศึกษาไทย ปมปัญหาที่ยังคงต้องแก้ไข

26.07.19 | 08:00 น.

      “ปฏิรูปการศึกษา” ไม่ใช่คำใหม่ที่ไม่คุ้นชิน แต่กลับเป็นคำคุ้นเคยอยู่คู่กับการศึกษาไทยมายาวนานถึง 20 ปี หากจะเริ่มนับจากการปฏิรูปการศึกษาในปี พ.ศ.2542 ปฏิเสธไม่ได้ว่า การศึกษาไทยติดหล่ม กับคำว่า ล้าหลังและล้มเหลว มาเป็นห้วงเวลานาน ประสิทธิผลทางการศึกษาของไทย ไม่ว่าจะผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่างมีปัญหา ตัวเลขชี้วัดการทดสอบต่างๆ สะท้อนปัญหาการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทย หรือแม้แต่ตัวเลขชี้วัดคุณภาพทางการศึกษาไม่ได้สะท้อนผลที่แท้จริงออกมา ด้วยปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลเกี่ยวโยงกัน เป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึก จนทำให้การศึกษาไทยก้าวไม่ทันกับการพัฒนาประเทศให้เทียบเท่าสากล

      การปฏิรูปการศึกษา เมื่อปี 2542 มีหลักการจัดการศึกษาที่สำคัญ คือ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย การยึดมาตรฐาน และการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ นำมาสู่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 มีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากหลากหลายองค์กรมีปัญหาและบริหารจัดการได้ไม่คล่องตัว จึงเปลี่ยนจาก 14 กรม มาเป็น 5 องค์กรหลัก ได้แก่ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 2.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 4.สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และ 5.สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา อีกทั้งยังเกิดการปฏิรูปองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาใน 7 ด้าน คือ 

  1. หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ 
  2. ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา
  3. ระบบสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 
  4. โครงสร้างการบริหารและการจัดการ
  5. ระบบตรวจสอบประเมินคุณภาพการศึกษา
  6. ระบบงบประมาณและทรัพยากรเพื่อการศึกษา
  7. การมีส่วนร่วมของสังคมในการจัดการศึกษา

      แม้ผลที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ค่อนข้างชัดทั้งเรื่อง กฎหมาย โครงสร้าง การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี การจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ อาทิ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ ฯลฯ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ ทั้งเทคโนโลยี สังคม สภาพแวดล้อมการแข่งขัน ฯลฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาในปี 2542 ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

Advertisement

      การปฏิรูปการศึกษาจึงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2552-2561 เป็นการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง มีกรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 4 ประการ คือ 1.พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ 2.พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ 3.พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และ 4.พัฒนาคุณภาพการบริการจัดการใหม่ โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาธิการในสมัยนั้น ได้เห็นชอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำเนินการปฏิรูปการศึกษา มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เพื่อดำเนินจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม และให้คำปรึกษาแนะนำการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา โดยการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองมุ่งเน้นให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1.พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ของคนไทย 2.โอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ และ 3.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารและจัดการศึกษา 

      ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปเมื่อปี 2542 และมีข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง การแข่งขันในเวทีโลก และการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ทุกประเทศตื่นตัว เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อความอยู่รอดและการก้าวเป็นผู้นำในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษาที่ถือได้ว่าเป็นฐานการผลิตทรัพยากรมนุษย์ของแต่ละประเทศให้มีคุณภาพ และสามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ในปี 2560 ประเทศไทยจึงต้องปฏิรูปการศึกษาอีกครั้ง 

      โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 16 (จ) กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ได้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ขึ้น ซึ่งมีศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

      กอปศ. มุ่งแก้ปัญหาหลักทางการศึกษาของไทยใน 4 ด้าน คือ 1. ยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา  2.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 3. มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 4.ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และสร้างเสริมธรรมาภิบาล

      ศาสตราจารย์กิตติคุณ จรัส สุวรรณเวลา กล่าวในการแถลงผลงานครบรอบ 2 ปีของ กอปศ.ว่า การปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้ ไม่ได้ปรับแก้ในระดับโครงสร้าง แต่ลงมาจัดการปัญหาการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ จากเดิมที่หัวใจของการศึกษา คือ การบริหารงาน ทำอย่างไรให้ครูและเด็ก กลับมาเป็นหัวใจของการศึกษา  ปฏิรูปการพัฒนาเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน ปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปฏิรูปกลไกและระบบการผลิต คัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ การปฏิรูปการศึกษาของไทยทำมาอย่างยาวนานหลายปี หลายครั้ง แต่ก็ยังต้องปรับปรุงแก้ไขกันอยู่ เพราะมีปัญหาที่ซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะสำเร็จได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ 

      จากผลการทำงานในระยะเวลา 2 ปี ของ กอปศ. ได้เดินหน้าผลักดันงานที่เป็นรูปธรรม คือ ก่อให้เกิดกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา 3 ฉบับ คือ 1.พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 2.พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และ 3.พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ยังได้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

      ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ในการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติสู่แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส กล่าวว่า ได้ร่วมรับฟังความคิดเห็น เรื่องการวางแผนปฏิรูปฯ ด้วยความตั้งใจอยากจะให้การศึกษาของประเทศมีการปฏิรูปตามความต้องการของคนทั้งหลาย เมื่อออกไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษา “ทุกคนล้วนตั้งความหวังว่าจะมีการปฏิรูปด้านการศึกษาเกิดขึ้น โดยปัญหาด้านการศึกษาก็เหมือน Iceberg (ภูเขาน้ำแข็ง) สิ่งที่ปรากฏบนพื้นผิวนั้นเพียงหน่อยเดียว แต่มีปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำมากกว่านั้น การปฏิรูปต้องมองไปทั้งหมดและแก้ไขต่อไป ไม่เพียงแต่ปัญหาเฉพาะหน้า”

      ทุกครั้งที่เรื่องปฏิรูปการศึกษาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ความเห็นของผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาหลายๆ ท่านยังมองว่า การปฏิรูปการศึกษาของไทย ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แม้แต่ในปัจจุบันนี้ ปัญหาเรื้อรังก็ยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องที่ยังแก้ไม่หาย ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาของครูผู้สอน ปัญหาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตกต่ำ สะท้อนจากคะแนนของการทดสอบไม่ว่าจะเป็น O-NET หรือ PISA ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ก็ยังคงมีอยู่ระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่มีความแตกต่างกันอย่างมากในการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษา

      ในมุมมองของเลขาธิการสภาการศึกษา ดร.สุภัทร จำปาทอง กล่าวว่า ด้วยระบบการสอบวิชาการ การพิจารณาผลสอบ O-NET เป็นอย่างไร PISA เป็นอย่างไร จริงว่า PISA นั้นวัดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการวิเคราะห์ O-NET วัดความรู้ทั่วไป แต่สำหรับด้านกีฬา ด้านดนตรี การทดสอบเหล่านี้ไม่ได้ชี้วัด “ถ้า O-NET วัดความรู้ทั่วไป ลองดูสมมติว่า มีครู 100 คน มีครูชั้นสูง (C8) ไม่ต่ำกว่า 40% ผลการสอบ O-NET ของเด็กดีขึ้นหรือไม่ อาจจะมีนักเรียน 52% มีคะแนน O-NET สูง 48% คะแนน O-NET ต่ำ  แทบจะไม่มีความหมาย ขณะที่อีกโรงเรียน มีครูชั้นสูง (C8) 20% ผลคะแนน O-NET ออกมาได้คะแนนสูง 51-52% อีก 48% ได้คะแนน O-NET ต่ำ แสดงให้เห็นว่าวิทยฐานะครูสูงไม่ได้ส่งผลต่อการเรียนการสอนทางวิชาการอย่างจริงจัง มันอาจจะเป็นเรื่องพฤติกรรมการสอนหรืออาจจะเป็นภาวะของเด็กก็ย่อมได้ แต่ถ้าเราดูในตัวเลขมันเท่ากัน”

      อย่างไรก็ตามเครื่องมือในการวัดก็เป็นเรื่องสำคัญ เครื่องมือบางอย่างต้องดูแยกเป็นเรื่องๆ แต่สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรที่จะส่งเสริมให้เด็กได้เรียนและพัฒนาความสามารถได้อย่างแท้จริง ทำอย่างไรถึงจะเห็นศักยภาพที่เด็กมี ศักยภาพที่เด็กอยากจะเป็นต้องสอดคล้องกัน เด็กถึงจะไปข้างหน้าได้ “ถ้าเราพบว่า ปัจจุบันผลการสอบ O-NET กับวิทยฐานะครูไม่มีผลเลย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนที่มีครูระดับสูง (ซี 8) 80% ของครูทั้งโรงเรียน กับโรงเรียนที่มีครูระดับสูงต่ำกว่า 10% ผลคะแนน O-NET เด็กที่ได้คะแนนดีกับเด็กที่ได้คะแนนไม่ดีเท่ากันๆ กัน ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้วิทยฐานะครูส่งผลดีต่อทั้งสองอย่าง”  

      ในฐานะของผู้เกี่ยวข้อง ความคิดเห็นจากคุณครูท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์การสอนกว่า 30 ปี แสดงความคิดเห็นว่า การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการพัฒนาคน พัฒนาชาติ ควรแยกหน่วยงานการศึกษาออกจากการเมือง ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม ควรให้ความสำคัญ สนับสนุนในด้านการจัดการศึกษา เห็นความสำคัญอย่างจริงจัง  

      “กระบวนการจัดการหรือนโยบายของการจัดการศึกษาที่ไม่เสถียร เป็นปัจจัยหรือกลไกที่ทำให้การศึกษาไม่ประสบผลสำเร็จ ล้มเหลว เพราะยังทำไม่ถึงจุดหมาย กำลังจะเข้าที่เข้าทาง  ทางโรงเรียนจัดทำแผนยุทธศาสตร์ มีเป้าหมาย มีแนวทางการจัดการ มีกระบวนการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาเด็กให้เป็นไปตามเป้าหมายหลักสูตร แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็เปลี่ยน หลักสูตรก็เปลี่ยน ไม่เพียงแต่สับสนในตัวเด็ก ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครองก็ยังสับสน”

      ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา และอดีตประธานอนุกรรมการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวไว้ว่า การปฏิรูปเป็นการเดินทางระยะยาว ที่ไม่สามารถใช้เวลาในระยะสั้นๆ แล้วจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ อีกทั้งความต่อเนื่องของการแก้ไขปัญหายังเป็นสิ่งสำคัญ 

      “การปฏิรูปคือการทำอะไรให้ดีขึ้น แต่มันไม่ใช่โปรเจกต์ที่จะเริ่มเวลาหนึ่งแล้วจบเวลาหนึ่ง แต่ว่าถ้าเราจะเทียบเคียงมันเหมือนการเดินทางเสียมากกว่า มันเป็น Journey (การเดินทาง) ที่อาจจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำไปแล้วก็ติดตามประเมินผล ทำต่อไปแล้วก็ประเมินผล โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก เป็น Journey (การเดินทาง) ระยะยาวมาก” 

      ด้วยเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยดำเนินเรื่องปฏิรูปการศึกษา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่มุ่งหวัง นอกเหนือจากเวลาที่ใช้ปฏิรูปแล้ว ความต่อเนื่องในการดำเนินงานและนโยบายก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินเรื่องปฏิรูปการศึกษาสำเร็จ เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อการผลิตทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างมีคุณภาพ 

      เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนใหม่ กล่าวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า จะใช้ประสบการณ์ที่มีเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหา ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความก้าวหน้า และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาและการเรียนรู้ในโลกที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว  

      “ผมทำคนเดียวไม่ได้ครับ หากขาดความร่วมมือร่วมใจ ไม่ว่าจะจากเจ้าหน้าที่กระทรวงทุกท่าน คุณครูทุกคน เด็ก นักเรียน รวมถึงผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของบ้านเรา ผมอยากขอเชิญให้ทุกคน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันครับ มาร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ยังคงมีอยู่ในระบบการศึกษา มาร่วมกันสร้างและพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กนักเรียน ลูกหลานของพวกเราทุกคน สามารถเติบโตมีศักยภาพและเป็นกำลังหลักของประเทศ”

หลังจากนี้การศึกษาไทยกำลังจะก้าวสู่การขับเคลื่อนของรัฐมนตรีชุดใหม่ การศึกษาจะไปในทิศทางไหน เดินทางอย่างไร คงจะต้องรอดูการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาจากทุกภาคส่วน และทิศทางนโยบายของรัฐบาลกันต่อไป 

-///////////////////////////////////-

แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

http://www.onec.go.th/index.php/book/BookView/1699