สกศ. เปิดรายงานสภาวะการศึกษาไทย ชี้ 8 ปัจจัยปฏิรูปการศึกษายุคดิจิทัล

8.08.19 | 09:30 น.

      สกศ.จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นรายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 2561/2562  รายงานระบุ 8 สาระเนื้อหาสำคัญที่เป็นปัจจัยในการพัฒนาการศึกษาไทย “วิทยากร” ชี้ความสามารถในการแข่งขันและสมรรถนะทางการศึกษาของไทยในเชิงเปรียบเทียบ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางรายได้ผู้ปกครองส่งผลต่อการศึกษามีปัญหา ทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพ แนะปฏิรูปการสอน และประเมินผลให้สอดคล้องกัน เน้นวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างทักษะพร้อมสู่ตลาดแรงงาน ควบคู่กับปลูกฝังจิตวิทยาการทำงานเป็นทีม รักการอ่าน ใฝ่เรียนรู้ เน้นสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ มากกว่ามนุษย์เศรษฐกิจ

      เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นรายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 2561/2562 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อศึกษา วิเคราะห์ สภาวการณ์และแนวโน้มการจัดการศึกษา แลกเปลี่ยน และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สมรรถนะการศึกษาเทียบกับต่างประเทศ อันเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรครู และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม 150 คน โดยมี ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุม

      ดร.สุภัทร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในสังคมปัจจุบัน ทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่งผลต่อการจัดการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สกศ. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานจัดทำนโยบายด้านการศึกษาต้องเตรียมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะหัวใจสำคัญของการปฏิรูป คือ ต้องถูกต้อง ตรงเวลา และเชื่อถือได้ โดยเนื้อหาของรายงานสภาวะการศึกษาไทยฉบับนี้ ได้สรุปการดำเนินการจัดการศึกษาที่ผ่านมา ในปี 2561 รวมทั้งข้อมูลการวิเคราะห์สภาวการณ์และประเมินผลทางด้านการศึกษาของปี 2562 เพื่อสะท้อนความสามารถในการแข่งขันและสมรรถนะทางการศึกษาของไทยในเชิงเปรียบเทียบ บทเรียนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศอื่น แนวทางในการปฏิรูปการศึกษาในด้านครู ผู้บริหาร หลักสูตร วิธีการสอน และวิธีวัดผล รวมถึงโครงสร้างการบริหารจัดการ การปฏิรูปการศึกษาในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล การปฏิรูปทางการเมืองและสังคม เพื่อเป็นบทเรียนในการปฎิรูปประเทศด้านอื่นๆ รวมทั้งเป็นทิศทางที่จะช่วยพัฒนาการจัดการศึกษาไทยในอนาคต

Advertisement

      ดร.วิทยากร เชียงกูล ในฐานะที่ปรึกษารายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 2561/2562 กล่าวว่า รายงานดังกล่าวประกอบด้วยใจความสำคัญ 8 ปัจจัย ได้แก่ 1.สภาวะเศรษฐกิจสังคมไทย แบ่งเป็นปี 2561 – ครึ่งปีแรกของ 2562 เนื่องจากการเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม ในช่วงการศึกษาเป็นช่วงเศรษฐกิจเน้นการส่งเสริมการลงทุนและการค้าพึ่งพาการค้ากับต่างประเทศ บวกกับปัญหาภายในประเทศที่มีกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือน และเกิดความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายรายได้และครัวเรือนมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเชื่อมโยงและมีผลต่อการพัฒนาการศึกษาที่มีความแตกต่างสูงมากระหว่างโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนในชนบทอย่างมีนัยสำคัญ

      2.สภาวะการศึกษาไทย การจัดการให้บริการทางการศึกษามีปัญหาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ประชากรวัยเรียน 3-21 ปี ไม่ได้เรียนกว่าร้อยละ 13 หรือราว 2.08 ล้านคน นักเรียนที่ออกกลางคันช่วง มัธยมศึกษาตอนปลายมีจำนวนมาก สัดส่วนเด็กที่ไม่ได้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า ร้อยละ 30 ของประชากรวัยเดียวกัน แม้ว่าการลงทุนด้านการศึกษาจะยังคงสูง ขณะที่แรงงานร้อยละ 45.27 มีการศึกษาเทียบเท่าประถมศึกษาและต่ำกว่า (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2561) ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของแรงงานไทย ส่วนปัญหาด้านคุณภาพ มีปัจจัยจากหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นปรนัย อาศัยการท่องจำ ขาดการฝึกคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล 

      3.ความสามารถในการแข่งขัน และสมรรถนะทางการศึกษาของไทย คะแนนโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โดยสถาบัน International Institute for Management Development: IMD พบว่า สมรรถนะการศึกษาไทยอยู่ลำดับที่ 56 จาก 63 ประเทศ รวมถึงผลการทดสอบแบบสุ่มตัวอย่างนักเรียนอายุ 15 ปี ใน 3 วิชาที่สำคัญ ในโครงการ PISA ของกลุ่มประเทศ OECD ประเทศไทยได้คะแนนเฉลี่ยในลำดับต่ำ การอ่านอยู่ลำดับ 57 จาก 70 ประเทศ (ปี 2558) ขณะที่การวัดดัชนีพัฒนามนุษย์ United Nations Development Programme: UNDP 2018 พบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับ 83 จาก 200 ประเทศ

      4.ปัญหาหลักของการศึกษาไทย จากรายงานฉบับนี้มีอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ 1) โครงสร้างการบริหารแบบราชการรวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงกลางที่ไม่ได้มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน นักศึกษา ขาดการกระจายอำนาจบริหารไปสู่สถาบันการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ครูอาจารย์ใช้การสอนแบบเก่าคือให้จดจำเพื่อทำข้อสอบ และ 3) หลักสูตรการเรียนการสอน ควรเปลี่ยนเป็นแนวใหม่ มุ่งให้ผู้เรียนวิเคราะห์เป็น เรียนรู้ด้วยตัวเอง รู้จักแก้ปัญหา ฝึกปฏิบัติ เรียนรู้จากโลกของการทำงานจริง

      5.บทเรียนการปฏิรูปการศึกษาจากประเทศอื่น โดยยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา เช่น ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ฮ่องกง และนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่มีการกระจายทรัพย์สิน รายได้ และงบประมาณที่เป็นธรรม รวมถึงการฝึกอบรมและการบริหารบุคลากรครู คัดคนเรียนเก่ง และมีความตั้งใจสูงมาเรียนครู โดยมีแรงจูงใจด้านค่าตอบแทน โดยครูใหม่มีครูพี่เลี้ยงดูแล ฝึกการทำงานเป็นทีม และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศไทยควรปฏิรูปครูแบบผ่าตัด ต้องวัดความสามารถของครูใหม่ มีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพครู ขณะเดียวกัน ต้องรับครูใหม่ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ พร้อมกับขับเคลื่อนหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดผล ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ ฝึกปฏิบัติ และเท่าทันเทคโนโลยีควบคู่กันไปด้วย เพื่อนำคนที่ได้รับการศึกษาไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ละเลยความฉลาดทางอารมณ์จนกลายเป็นมนุษย์เศรษฐกิจ 

      6.การปฏิรูปการศึกษาในโลกยุคดิจิทัล สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้มี 2 ด้าน คือ ด้านเทคนิคใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ความฉลาดทางอารมณ์ การทำงานเป็นทีม และแก้ปัญหาที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทำได้

      7.ปัจจัยด้านการเมือง และสังคม ที่จะสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผล ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปทุกระดับ เพื่อสร้างทั้งประสิทธิภาพและเน้นการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

      นอกจากนี้ ดร.วิทยากร ให้ความเห็นในข้อ 8.สรุปภาพรวมการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ควรเป็น ซึ่งเป็นสาระข้อสุดท้ายในรายงานว่า การปฏิรูปศึกษาควรมีเป้าหมายกว้างไกลมากกว่าการสร้างมนุษย์ทางเศรษฐกิจ ที่มุ่งแข่งขันหาเงินและบริโภค ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ใฝ่การเรียนรู้ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่มีทั้งความรู้ ทักษะที่สามารถใช้ประกอบอาชีพ ความฉลาดทักษะด้านอารมณ์ เข้าใจ เห็นใจ เอื้ออาทรต่อผู้อื่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

      ภายหลังการกล่าวร่างรายงานดังกล่าว มีการร่วมอภิปรายให้ข้อคิดเห็นโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ดร. พรชัย อินทร์ฉาย รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความเห็นว่า การนำเสนอสภาวะการศึกษาฉบับนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นรอยต่อก่อนมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ซึ่งตนมีความคิดเห็นสอดคล้องกับร่างนี้ในด้านปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้การศึกษาดีขึ้น เชื่อมโยงการเมือง เศรษฐกิจ ผู้กำหนดนโยบายต้องวางแผนระยะยาวในการพัฒนาการศึกษาเพื่อรองรับเด็กที่กำลังเติบโต บุคลากรครูทุกรายวิชาต้องสอนแบบบูรณาการ สอนเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ หลักสูตรและการประเมินผลต้องสอดคล้องกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และคำถามคือจะทำอย่างไรให้ภาคเอกชนร่วมมือกับรัฐบาล โรงเรียนประถมเอกชนทำดีกว่ารัฐบาลมาก ดังนั้น รัฐต้องสนับสนุนเอกชนให้เติบโต การเรียนการสอนต้องปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดทักษะชีวิตติดตัวเด็ก “ผมมองว่าโรงเรียนรัฐบาลไม่ควรขยายมากกว่านี้แล้ว ควรส่งเสริมให้เอกชนได้เติบโตเพื่อพัฒนาคุณภาพเด็ก ส่วน มาตรฐานการผลิตครูต้องเน้นคุณภาพ ครูต้องพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ความรู้ต้องดี จิตวิทยาต้องมี และมีความคิดสร้างสรรค์ หากไม่พร้อมอย่าเป็นครู ในยุคนี้เราหลอกเด็กไม่ได้ เพราะเด็กเก่ง นอกจากนี้ต้องสามารถรับคำวิพากษ์ได้ นี่คือแนวทางของครูยุคใหม่” ดร.พรชัย กล่าว

      ด้าน ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า สภาวะการศึกษาต้องมองเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน ต้องมองระยะยาวหลังจากเด็กออกจากสถานศึกษาไปแล้ว ความพร้อมสู่โลกแรงงานเป็นอย่างไร เพราะแม้ว่าจำนวนคนเรียนจบมีปริมาณมากแต่ใช่ว่าจะตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยสถิติปัจจุบัน ตลาดแรงงาน 100 คนของไทย มีเพียง 14 คนที่เป็นแรงงานฝีมือ ขณะที่สิงคโปร์ มีกว่า 45-50 % ดังนั้น ต้องดูว่าเราจะไปถึงเป้าหมายเทียบเท่าสิงคโปร์ได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านจากยุค 3.0 ไปสู่ยุค 4.0 มาใช้ในการศึกษาใช้ในประเทศ เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษา โดยในรายงานฉบับต่อไปอาจเพิ่มเติมข้อมูลของอุดมศึกษา มองสถิติความแตกต่างระหว่างเพศ ข้อมูลเชิงภูมิภาค หากสะท้อนให้ฝ่ายนโยบายเรื่องการใช้ข้อมูลจากทั้ง 8 บท จะเป็นประโยชน์มากสำหรับนักการศึกษา 

      ปิดท้ายที่ ดร. ณรงค์ศักดิ์ บุณยมาลิก ผู้อำนวยการกลุ่มงานนโยบายและแผนการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวในมุมใช้ประโยชน์ของรายงานเล่มนี้ว่า สถานศึกษาที่สนใจสามารถนำไปปรับปรุงหลักสูตรให้สอดรับกับยุคดิจิทัลได้ รวมถึงภาพรวมของการปฏิรูปการวัดและประเมินผลเด็กของไทย และการยกตัวอย่างในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จสะท้อนเป้าหมายที่วงการการศึกษาต้องการไปให้ถึงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกให้เด็กมีความรู้ในเชิงนวัตกรรม เป้าหมายการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์