สสส.ร่วมภาคีขับเคลื่อนงานลดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในเด็ก-เยาวชน

15.08.19 | 08:00 น.

       “ผมเชื่อว่า จากความร่วมมือและร่วมใจในการประกาศเจตนารมณ์เพื่อขับเคลื่อนอันตรายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนจะช่วยลดการเสียชีวิตของพวกเขาได้…” ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวขึ้นระหว่างเป็นประธานความร่วมมือการลงนามประกาศเจตจำนงเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ภายในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 14 “เดิน ขี่ ขับ ไป-กลับ ปลอดภัย” ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร 

       สำหรับคำประกาศเจตนารมณ์ เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ อาทิ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการขนส่งทางบก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฯลฯ  เนื่องจากเล็งเห็นถึงปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน เพราะข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก และองค์การยูนิเซฟ ระบุตรงกันว่า อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กกลุ่มอายุ 1-14 ปี และเยาวชนกลุ่มอายุ 15-29 ปี โดยพบว่า เด็กไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 3,500 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 9 คนต่อวัน

 

       จึงได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์เพื่อลดปัญหาดังกล่าว และกำหนดมาตรการสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.จัดให้มีทางเลือกในการเดินทาง เพื่อทดแทนการขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยการจัดให้มีรถรับส่งนักเรียน กรณีบ้านอยู่ใกล้สถานศึกษาควรส่งเสริมการเดินไปเรียน  2.สนับสนุนให้มีการเรียนรู้ตั้งแต่ปฐมวัย ต่อเนื่องทุกช่วงวัย ในการรับรู้ความเสี่ยง และกฎหมายการขับขี่ และ3.ผลักดันการขับเคลื่อน วาระความปลอดภัยทางถนนของเด็กและเยาวชน และมีการติดตามอย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

       น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนทุกช่วงวัย  อย่าง กลุ่มเด็กอายุตั้ง 1 ขวบครึ่งถึง 3 ขวบ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ได้เข้าไปจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัย สามารถแยกแยะได้ว่าสถานการณ์ช่วงใดเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง เช่น หากเล่นลูกบอลและลูกบอลกลิ้งไปถนน ให้หยุด อย่าไปเก็บ  นอกจากนี้ มีครูในการสื่อสารกับผู้ปกครองให้เด็กได้สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองมารับส่งก็สวมด้วย รวมถึงการดูและจุดเสี่ยงในเส้นทางสำคัญๆ จากการเดินทางศูนย์เด็กเล็กไปบ้าน บางจุดเป็นจุดเสี่ยงก็ร่วมกันแก้ไข โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม

       น.ส.รุ่งอรุณ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเด็กโต ซึ่งอยู่ในโรงเรียนทั้งระดับอาชีวศึกษา สถาบันอุดมศึกษา มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดมาตรการในองค์กร เช่น การดูแลบุคลากรภายในสถาบันการศึกษา ทั้งนักเรียน ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ให้มีความปลอดภัยโดยให้โรงเรียนกำหนดเป้าหมายร่วมกัน   แต่มีเด็กนักเรียนเป็นจุดศูนย์กลาง และในปี 2561 ยังได้ร่วมกับทางสภายุวทัศน์แห่งประเทศไทย และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย มาร่วมขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยทั้งหมดหวังว่าจะลดปัญหาการเสียชีวิตบนท้องถนนในเด็กและเยาวชนได้ครึ่งหนึ่ง อย่างค่าเฉลี่ยปัจจุบันเราจะพบว่ากลุ่มนี้จะเสียชีวิตเฉลี่ย 36 คนต่อแสนประชากร เราต้องลดให้ได้เหลือ 18 คนต่อแสนประชากร 

       ภายในงาน ยังมีการบรรยายจากภาคีเครือข่ายที่ทำงานลดอุบัติเหตุบนท้องถนน อาทิ  น.ส.กชกร ชิณะวงศ์  เจ้าหน้าที่มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น กล่าวในหัวข้อ เด็กเล็กปลอดภัย ด้วยความห่วงใยของท้องถิ่น ว่า ทางมูลนิธิฯ ได้รับงบวิจัยฯ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)   ในการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นต้นแบบด้านความปลอดภัย ด้วยการปลูกฝังและให้ความรู้แก่เด็กๆ ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน ให้เด็กสวมหมวกนิรภัยในการซ้อนรถจักรยานยนต์จากบ้านมายังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขณะที่ครูในศูนย์เด็กเล็ก ก็ลุกขึ้นมาจัดทำแผนความปลอดภัย  และยังเป็นตัวอย่างในการสวมหมวกนิรภัย ผลปรากฏกว่า เด็กๆสวมหมวกนิรภัยมากขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์ และผู้ปกครองก็เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสวมหมวกนิรภัยอีก 70 เปอร์เซ็นต์

       ด้าน น.ส.กรวิการ์ บุญตานนท์ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก(CSIP) โรงพยาบาลรามาธิบดี  ให้ข้อคิดเกี่ยวกับโครงการ ก่อน 15 ไม่ขี่ ว่า เราไปบอกให้เด็กไม่ขี่มอเตอร์ไซค์อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีทางเลือกให้พวกเขาด้วย ซึ่งเราพบว่ามีบางโรงเรียน รถไม่ถึง บ้านไกล ทางโรงเรียนใช้วิธีคุยกับรถรับส่ง บางโรงเรียนใช้วิธีการให้เด็กค้างคืนบ้านพักโรงเรียน แต่จริงๆ ทางเลือกที่ดีต้องมาจากหน่วยงานภาครัฐรับส่ง มีรถโรงเรียน รถรับส่งที่ดีด้วย  นับเป็นตัวอย่างการดำเนินการเพื่อลดอุบัติเหตุทางท้องถนนที่น่าติดตาม