ปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อธิบายได้ว่าในปีดังกล่าวจะมี ประชากร 5 คนมีสัดส่วนของผู้สูงอายุ 1 คน และจะมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็กซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนไป เพราะอัตราการเกิดของประชากรของประเทศลดลง กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะมาดูแลผู้สูงอายุต้องรับภาระที่เพิ่มขึ้น ประเด็นที่ถาโถมเข้ามาอีก ประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุร้อยละ 30 ยังไม่ได้เตรียมความเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคตโดยเฉพาะในมิติด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นับสนุนให้มีการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการดูแลสร้างเสริมให้มีสุขภาพที่ดีทั้งการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงหลัก อย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ส่งเสริมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำหลัง พบว่า 1ใน 3 ของผู้สูงอายุไทยมีความเปราะบางทางจิตใจ สืบเนื่องมาจากความเสื่อมถอยของร่างกายจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จากบทบทบาทผู้นำครอบครัวเป็นเพียงสมาชิกที่ต้องพึ่งลูกหลาน นำมาซึ่งความวิตกกังวล จนนำไปสู่โรคซึมเศร้า และมีผู้สูงอายุบางคนฆ่าตัวตายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า สสส.มองว่าผู้สูงอายุในเมืองยังมีช่องว่างในการเข้ามารวมกลุ่ม และขาดการทำกิจกรรม ทั้งๆที่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยสสส.เข้าไปทำกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม สร้างชุดความรู้อาหารที่มีคุณค่า เพราะผู้สูงอายุต้องรับประทานครบห้าหมู่เพียงแต่ต้องปรับปริมาณลดลง เรื่องการยูนิเวอร์แซลดีไซน์ คือการปรับสภาพบ้านให้เหมาะสม เพราะคำนึงถึงปัญหาการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีปัญหาตามมามากมายดังนั้นการป้องกันจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะตระหนักดีว่าเมื่อผู้สูงอายุป่วยจะยิ่งสร้างภาระให้กับคนในครอบครัว จากสถิติในแต่ละปีมีผู้สูงอายุพลัดตกหกล้มปีเฉลี่ยปีละ 1,000 คน โดยเข้าไปสนับสนุนให้มหาวิทยาลัย ที่มีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นศูนย์รวมความรู้เรื่องการออกแบบที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุ เปิดให้ประชาชนเข้ามาขอคำปรึกษาออกแบบบ้านผู้สูงอายุได้ฟรีทั่วภูมิภาค เช่นภาคเหนือ มีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือ กรุงเทพฯ เข้ามาขอคำปรึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น
นอกจากนี้สสส.ยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะความรู้เรื่องการปกป้องทรัพย์สินพบว่ามีผู้สูงอายุมักถูกละเมิดจากคนใกล้ชิดทั้งเรื่องการโอนทรัพย์สินจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์มือถือ การโฆษณา หลอกลวง เรื่องการใช้ยาต่างๆ เพื่อรักษาโรค ประกอบกับร่างกายที่เริ่มเสื่อมถอยลงและมีความต้องการอยากหายจากโรคจึงหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพ สสส.ยังสนับสนุนให้ภาครัฐจัดทำนโยบายโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (รีเวิร์ส มอร์เกจ) เหมือนในต่างประเทศ กรณีที่ผู้สูงอายุ อายุไม่เกิน 80 ปีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านที่อยู่อาศัย สามารถนำมาเป็นสินทรัพย์เพื่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ในอัตรา 70 เปอร์เซนต์ของราคาบ้าน โดยที่ผู้สูงอายุยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นได้ เพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีวิตเพื่ออยู่ในช่วงสูงวัยที่ไม่ได้ทำงาน
![]() |
![]() |
ผู้สูงอายุในเมืองเป็นกลุ่มประชากรกลุ่มหนึ่งที่มีจิตอาสา สสส.ได้เชิญชวนให้ผู้สูงอายุเข้ามาร่วมทำกิจกรรมธนาคารเวลาเพื่อลดปัญหาโลกซึมเศร้า เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงเข้าไปเป็นจิตอาสาเยียวยาผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่มีญาติพี่น้องดูแล หรือแม้กระทั่งเป็นเพื่อนคุย อ่านหนังสือ ไปซื้อของ เช่นเดียวกันเมื่อผู้งอายุที่เคยเป็นจิตอาสา หากวันหนึ่งต้องการความช่วยเหลือสามารถเบิกคะแนนจิตอาสาเหล่านี้มาใช้กับตัวเองได้
อย่างไรก็ตามแม้ธนาคารเวลาจะเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่สังคมไทยมีกลุ่มจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจโดยไม่หวังผลตอบแทนมากกว่า 3.2 แสนรายทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีโครงการนำร่องธนาคารเวลาในกลุ่มผู้สูงอายุ แล้ว เช่น ตำบลวัฒนา อ.ส่องดาว จ.สกลนครตำบลหนักธรรม อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่
ภรณี กล่าวว่า ในเขตเมืองสสส.ได้สร้างพื้นที่ต้นแบบในการสร้างผู้สูงอายุให้เป็นแอคทีฟเอจจิ้ง พึ่งพาตัวให้นานที่สุดในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ เขตวังทองหลวง เขตดุสิต โดยจะเชื่อมโยงหน่วยงานด้านบริการสาธารณะสุขต่างๆ รวมทั้งการทำงานจิตอาสา สร้างแกนนำชุมชน จัดทำธนาคารเวลาร่วมกัน จับคู่ผู้สูงอายุที่เหมาะสม ขณะเดียวกันดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาทำกิจกรรม Young Happy ธุรกิจเพื่อสังคมมุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มสตาร์ทอัพ คนรุ่นใหม่ ออกแบบกิจกรรมให้ผู้สูงอายุค้นพบความสามารถ ของตัวเอง หรือกิจกรรมที่หลากหลายทำให้เกิดเป็นสังคมแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกระหว่างคนวัยเดียวกัน เช่นการเรียนรู้การใช้โซเชียลมีเดีย การถ่ายภาพ การทำอาหาร เรียนภาษา หรือแม้กระทั่งชวนกันไปดูหนัง สอดคล้องกับสภาพสังคมเมือง
บริบทของผู้สูงอายุในเขตเมืองมีความแตกต่างจากสังคมผู้สูงอายุในชนบทปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2574 หรืออีก 30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ดังนั้นการเปลี่ยนกลุ่มประชากรที่เป็นภาระให้เป็นกลุ่มประชากรที่มีพลังจึงเป็นเรื่องสำคัญทีต้องทำงานเชิงรุกพอๆกับปัญหาสังคมด้านอื่นๆของสังคมไทย



