“สิ่งที่สำคัญกว่าทฤษฎี คือใจของตัวเอง” คำบอกเล่าจากผู้ที่เคยแพ้ สู่การมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

เลิกเหล้า-บุหรี่ คุณทำได้!
บทเรียนจากผู้ชนะที่เคยพ่ายแพ้

       “ภาพของผู้คนที่พยายามลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับข้ออ้างต่างๆ ระหว่างทาง แต่สุดท้ายก็เริ่มใหม่ได้ ด้วยพลังใจในตัวเอง” เนื้อหาที่พูดถึงชัยชนะในความแพ้ และสร้างชีวิตที่ดีได้จากตัวของเราเอง โฆษณาตัวใหม่โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่กำลังถูกกล่าวถึงและโดนใจของหลายๆ คนในตอนนี้ สามารถปรับใช้ได้กับหลายสถานการณ์ในชีวิต ทั้งการสร้างสุขภาพให้ดีขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังต่อสู้เพื่อเลิกเหล้าและบุหรี่ 

       เช่นเดียวกับเรื่องราวของ ครูณัฐ-ณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี คุณครูที่เลือกวิธีการหักดิบบุหรี่ และดวงเดือน อินทนู ที่ค้นพบโอกาสจากการตัดสินใจเลิกเหล้า 2 บุคคลต้นแบบที่ยืนหยัดจนเอาชนะใจตัวเอง ค้นพบสิ่งที่ดีกว่าและเริ่มต้นใหม่พร้อมความสดใสอีกครั้ง ความทรมานที่ได้ผลดีกลับมา ตั้งแต่สุขภาพ การเงิน สังคม และหน้าที่การงาน 

“ณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี”
หักดิบบุหรี่ เพื่อโลกใบใหม่

       ภาพของชายหนุ่มแววตามุ่งมั่น “ณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี” หรือครูณัฐ วัย 36 ปี ครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนโยธินบูรณะ ออกวิ่งเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร เพื่อหารายได้ไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลทองผาภูมิ และโรงพยาบาลสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2560 นั้น ยังเป็นภาพที่หลายคนจดจำได้ แต่เบื้องหลังของความสำเร็จและยอดเงินบริจาค มีเรื่องราวของการต่อสู้กับหัวใจตัวเองอยู่ตลอดระยะเวลา 12 วัน เขาหักดิบบุหรี่ที่สูบมากว่า 10 ปีสำเร็จ เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่เขาชนะขาด…แต่กว่าจะชนะ เขาก็แพ้มาไม่น้อย

  • การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พ่ายแพ้กับคำว่า “ไม่เป็นไร”

       ครูณัฐ เปิดใจว่า คุ้นเคยกับบุหรี่มาตั้งแต่เด็ก เรียนโรงเรียนชายล้วน อยากรู้อยากเห็น ทดลองสูบบุหรี่ตั้งแต่ ม.2 ครั้งแรกที่สูบทั้งไอและสำลักควัน แต่ครั้งต่อมาก็ยังลองโดยคิดว่าจะไม่ติด หลังจากนั้นก็เริ่มแอบสูบในโรงเรียน สูบในห้องน้ำที่บ้าน คิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่ติด โดยไม่รู้ตัวว่าสูบถี่ขึ้นทุกวัน กว่าจะรู้ตัวว่าติดบุหรี่ก็ผ่านไป 1 ปีจากการสูบครั้งแรก

       “ช่วงที่รู้สึกว่าติดหนักๆ คือ ม.5-6 ที่ต้องสูบทุกวัน ตอนนั้นให้เหตุผลตัวเองว่าเท่ ดูแมน และสมองโล่ง ตอนนั้นเพราะเรายังเด็กคิดว่าการติดบุหรี่คงไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อสุขภาพ เพราะยังออกกำลังกาย เล่นฟุตบอล เป็นประจำ จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน ผมก็ยังสูบบุหรี่ และสูบหนักขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต 

       “ผมเคยคิดจะเลิกหลายครั้ง มัธยมผมพยายามเลิกมา 2 ครั้ง ครั้งแรกตอน ม.3 เป็นครั้งที่ฉุกคิดว่าตัวเองติดบุหรี่แล้วจริงๆ เลิกได้ประมาณ 2 อาทิตย์ แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ เราเหมือนคนบ้าเลยตอนนั้น หงุดหงิด งุ่นง่าน พอคิดว่าเลิกไม่ได้ ก็ช่างมัน ไม่เป็นไรแล้วก็กลับมาสูบอีก 

       อีกหนึ่งครั้งตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็เพราะความคึกคะนองและคิดว่าสุขภาพตัวเองยังดีก็ยังเลิกไม่ได้ จนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงาน ที่ผมพยายามเลิกหลายครั้ง รวมกับครั้งที่เลิกได้เด็ดขาดก็คือ 4 ครั้ง ซึ่งการเลิกบุหรี่ในวัยทำงาน ต้องบอกว่าทรมานกว่าช่วงวัยรุ่นมาก ครั้งแรกผมเลิกเพราะแม่ไม่สบาย ครั้งที่สองผมเริ่มไอมีเสลดไหลออกมาเป็นเมือกสีขาวคล้ายเม็ดสาคู และจะเป็นเช่นนี้แทบทุกเช้า แต่ก็ยังเลิกไม่ได้ 

       และเหตุผลที่ทำให้อยากเลิกบุหรี่ครั้งที่สามคือในปี 2552 เพราะคุณพ่อเสียชีวิต ผมละอายใจที่พ่ออุตส่าห์เลิกบุหรี่เพื่อครอบครัว แต่ตัวเรากลายเป็นคนที่ติดบุหรี่แทน ครั้งนั้นตั้งใจเลิกได้นานที่สุด 1 เดือน พยายามใช้วิธีที่คนอื่นแนะนำ เช่น ค่อยๆ ลดจำนวน ปรึกษาคุณหมอ กินยา แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว กลับไปสูบเหมือนเดิมหลายครั้งก็มีเรื่องที่ให้นำกลับมาสูบคือเรื่องเครียด” ครูณัฐ เล่าเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ จนมาถึง การตัดสินใจหันหลังให้บุหรี่เป็นครั้งสุดท้าย และพิชิตความพ่ายแพ้ที่ยอมจำนนมาตลอดก็คือ “หัวใจ” เพราะความคิดที่อยากจะเลิก เกิดขึ้นหลายครั้งหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็ยอมรับว่า “ใจไม่แข็งพอ”

  • ชัยชนะครั้งสุดท้าย เริ่มต้นใหม่ที่ “ใจ”

       ครูณัฐ บอกว่า มีบุคคลหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เลิกบุหรี่ ทั้งคุณพ่อที่เสียไปแล้ว พี่ชายที่เคยสูบบุหรี่ และเลิกได้แล้วกลับมาวิ่งมาราธอน แต่คนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เขาเลิกได้เด็ดขาดก็คือ “ตัวเอง”

       “ก่อนหน้านี้ผมไม่สนใจจะวิ่งเลยจนมาเห็นพี่ตูนวิ่งเพื่อนำเงินมาซื้อเครื่องมือแพทย์ช่วยเหลือโรงพยาบาล ปกติผมจะทำกิจกรรมแบบนี้เป็นประจำทุกปี แต่หาเงินด้วยการขอรับบริจาคจากหลายกลุ่ม ทำโครงการด้านการศึกษา ศาสนาในต่างจังหวัด ผมเกิดแนวคิดว่าอยากวิ่งแบบพี่ตูน แต่ยังสูบบุหรี่อยู่ จนมีโอกาสได้วิ่งครั้งแรก เป็นลมตั้งแต่กิโลเมตรที่ 2 ทรมานมาก สะบักสะบอม หายใจไม่ทัน เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากเอาชนะ ผมคิดแค่ว่าถ้าอยากวิ่งดีขึ้น “ต้องเลิกบุหรี่” ให้ทางเลือกตัวเองแค่นั้น ขณะเดียวกันก็วางแผนวิ่งจากกาญจนบุรี-รร.โยธินบูรณะ ระยะทาง 300 กม. หักดิบบุหรี่ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดกลางปี 2560 ไปสังสรรค์กับเพื่อนให้น้อยที่สุดจนกว่าจะเลิกได้ขาด

       “ผมว่าคนที่สูบบุหรี่มีความคิดอยากเลิกนะ แต่ด้วยปัจจัยของแต่ละคน อาจจะทำได้ไม่เด็ดขาด ซึ่งเมื่อผ่านจุดนั้นมาแล้ว จะบอกว่า การจะเลิกบุหรี่มันอยู่ที่ใจจริงๆ ไม่มีทฤษฎีไหนได้ผล หากใจเราไม่เข้มแข็งพอ เราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อเราเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราจะเปลี่ยนตามไปด้วย สิ่งที่ทำให้ผมชนะตัวเองได้คือ เป้าหมายที่ชัดเจน บางคนอาจจะอยากเลิกบุหรี่เพราะมีเป้าหมายว่าอยากอยู่กับลูกกับเมียนานๆ บางคนอยากดูแลพ่อแม่ 

       “เมื่อเป้าหมายชัด อย่างแรกที่ต้องทำก็คือดูแลสุขภาพตัวเอง และต้องแลกกับความทรมาน 2 อาทิตย์แรกเหมือนคนบ้า เดือนแรกเหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะฉะนั้นช่วงเดือนแรกอย่าพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เครียด หรือคนรอบข้างต้องไม่สร้างความเครียดให้คนที่อยากเลิกบุหรี่ ต้องอยู่กับความทรมานนั้นให้ได้ ดังนั้นความเข้มแข็งของจิตใจ ถ้าใจมันสู้ไม่ไหวก็จะแพ้ไปเรื่อยๆ และจะมีคำปลอบโยนให้ตัวเองว่า ไม่เป็นไร” ครูณัฐ บอก

คุณครูนักวิ่ง ให้กำลังใจคนที่อยู่ในสนามแข่งระหว่างความคิดว่า “ผมได้เรียนรู้จากความพยายาม ขอแค่คุณมีความคิดในหัวว่า “ต้องเลิก” ก็ชนะไปแล้วหนึ่งขั้น พอคิดอยากเลิกเราจะเริ่มหาวิธี แต่อยู่ที่ใจว่าต้านทานความอยากได้ไหม ถ้าต้านไม่ได้ก็จะเข้าสู่วัฏจักรเดิมคือกลับมาสูบ เวลา 2 ปีกว่าที่เลิกบุหรี่ ชีวิตผมเปลี่ยนไปมาก ได้เจอโลกใบใหม่ เหมือนย้อนกลับไปสมัยที่ไม่เคยรู้จักบุหรี่มาก่อน มันสดใส การเดิน หายใจ การกิน ชีวิตโดยรวมและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีขึ้น 

ทุกวันนี้มีคนเข้ามาขอคำแนะนำเพื่อเลิกบุหรี่จากครูณัฐมากมาย เขาบอกเพียงว่า หากมีโอกาสเลิกและเข้มแข็งตั้งแต่เด็ก คงจะดีกว่านี้ “ยิ่งเริ่มเลิกได้เร็ว ยิ่งดี! ผมลองมาหมดทุกวิธี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าทฤษฎีใดๆ คือใจของตัวเอง แค่คุณต้องทำมัน โยนทิ้ง อดทนกับความทรมานสูงสุดไม่เกิน 3 เดือนแล้วคุณจะเจอโลกใบใหม่” 

ดวงเดือน อินทนู
“เอาชนะความอยาก ด้วยพลังแห่งผู้นำ”

เรียกได้ว่าเป็นธรรมดาของชีวิตมนุษย์เงินเดือน กับการสังสรรค์เพื่อคลายความเหนื่อยล้าที่ฝ่าฝันมาตลอดทั้งสัปดาห์ สารพัดงาน สารพัดเรื่องที่ถาโถมเข้ามา อะไรจะดีไปกว่าการสังสรรค์กับเพื่อนที่รู้ใจ คุณดวงเดือน อินทนู ก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบนั้นมาโดยตลอดตั้งแต่อายุ 17 ปี ทันทีที่ก้าวสู่การเป็นพนักงานออฟฟิศ สังคมการทำงานที่แวดล้อมไปด้วยการสังสรรค์ มีนัดกันเป็นประจำในทุกเย็นวันศุกร์ ไม่รวมถึงเทศกาลสำคัญ ฉลองวันเกิด วันเพื่อนคลอดลูก และวันเงินเดือนออก เรียกได้ว่าไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่น่ายินดีก็สามารถรวมตัวสังสรรค์กันได้หมด แม้ว่าทุกครั้งหลังดื่มร่างกายจะแสดงอาการต่อต้าน เกิดอาการสมองเบลอ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ แต่คุณดวงเดือนก็ไม่เคยสนใจในสิ่งเหล่านั้น 

  • ปัญหาการเงิน จุดเริ่มต้นที่คิดเอาชนะ

       การใช้ชีวิตคู่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดื่มของเธอแต่อย่างใด เพราะสามีก็เป็นคนชอบดื่มเหมือนกัน ชีวิตครอบครับของคุณดวงเดือนราบรื่นมาโดยตลอด สามีเป็นข้าราชการ ส่วนตัวเธอก็เป็นพนักงานบริษัทเอกชนรายได้ดี มี OT สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชนได้สบายๆ จนกระทั่งมีลูกคนที่ 2 ทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น สถานภาพทางการเงินของครอบครัวก็เริ่มมีปัญหาตามมา

       คุณดวงเดือน เล่าว่า “ตอนนั้นทั้งเราและสามีต้องทำงาน ไม่มีคนเลี้ยงลูก ก็ต้องจ้างพี่เลี้ยง ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่เรา 2 สามีภรรยายังทำพฤติกรรมแบบเดิมๆ ทำให้เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงมานั่งคิดหาทางออก ประกอบกับความไร้เดียงสาของลูกสาวคนโตที่เข้ามาถามว่า ทำไมพ่อกับแม่ไม่ค่อยอยู่บ้าน กว่าจะกลับบ้านก็ดึก เราก็เริ่มสงสารลูก ลูกคงเหงาที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ปัญหาค่าใช้จ่ายก็ยังคาราคาซัง ก็เลยจำเป็นต้องตัดสินใจออกจากงาน เพื่อมาดูแลลูกคนเล็กด้วยตัวเอง และเกิดเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้เราเริ่มลดการสังสรรค์กับเพื่อนๆลง”

  • แพ้ เพราะ หลอกตัวเอง เพื่อสนองความอยาก

       แม้จะตัดสินใจที่ถอยตัวเองออกจากสิ่งมอมเมา แต่ก็ยังมีความรู้สึก “อยาก” เวลาที่เห็นคนอื่นดื่ม พอเพื่อนมาหาหรือเวลามีงานสังสรรค์ต่างๆก็เลยอดไม่ได้ที่จะดื่ม โดยการเปลี่ยนจากการดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ไปเป็นการดื่มไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบผสมน้ำผลไม้แทน เพื่อทำให้รู้สึกผิดน้อยลง

       “ตอนนั้นก็ยังไม่ได้เลิกขาด มันมีความอยาก เห็นเพื่อนดื่มเราก็เปรี้ยวปาก อดไม่ได้ เลยเปลี่ยนไปดื่มแบบที่ผสมน้ำผลไม้แทน หลอกตัวเองว่าแอลกอฮอล์มันน้อย เพราะมันก็แค่มึนๆ แต่พอดื่มกับเพื่อนแล้วมันก็สนุก จากขวดนึงก็เพิ่มเป็นสองขวด เพิ่มไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว พอออกจากงานมาสักพัก เราก็เริ่มเจอเพื่อนน้อยลง การสังสรรค์ก็ลดลงไปด้วย แต่สามีก็ยังคงดื่มอยู่เป็นประจำ ซึ่งเขาจะชอบพาเพื่อนมานั่งดื่มกันที่บ้าน พอเราอยากจะพักผ่อนก็ไม่ได้พัก ทำให้เกิดความไม่พอใจ จนมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง ทำให้ลูกสาวเห็นภาพพ่อกับแม่ทะเลาะกันเป็นประจำ จนเกิดความน้อยใจตัดพ้อว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”

  • โอกาสสำคัญ สู่ชัยชนะที่แท้จริง

       “ด้วยความที่สามีดื่มหนักมาก ดื่มทุกวัน พยายามเลิกก็เลิกไม่ได้ จนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตกถึง 2 รอบ ก็ยังไม่ยอมเลิก ทำให้เราเริ่มเกิดความคิดว่าเหล้าไม่ได้ส่งผลดีเลย ทำให้ครอบครัวมีแต่ความทุกข์ ทั้งเสียเงิน เสียสุขภาพ และเกิดความขัดแย้งในครอบครัว และเป็นโชคดีที่ครั้งนั้นได้รับเลือกได้มาเป็นคณะกรรมการชุมชนครั้งแรก และมีโอกาสร่วมงานกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าพอดี เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ทำให้เกิดความคิดว่าการจะเป็นผู้นำ เราก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ดังนั้นเราต้องเริ่มจากตัวเรา เปลี่ยนที่ตัวเรา ก่อนที่จะไปพัฒนาคนอื่น” คุณดวงเดือน กล่าว

       การมีโอกาสได้เป็นคณะกรรมการชุมชนนั่นเองที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ให้คุณดวงเดือนตัดสินใจลาขาดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง หลังจากดื่มมาอย่างต่อเนื่องร่วม 20 ปี รวมทั้งพยายามช่วยให้สามีลดปริมาณการดื่มลง คุณดวงเดือนร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์เลิกเหล้าในชุมชนมาโดยตลอด จนกระทั่งสามีใกล้เกษียณ เธอก็วางแผนที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวกับสามี ฟื้นฟูความสุขของครอบครัวให้กลับมาอีกครั้ง แต่เรื่องราวทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อพบว่าสามีป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

  • เหล้า ไม่ใช่ทางออกของความทุกข์

คุณดวงเดือน เล่าต่ออีกว่า “วันนั้นเขาเดินออกไปข้างนอกกับเรา แล้วเขาบ่นว่าเขาเหนื่อย เหนื่อยมากจนเดินไม่ไหว ก็เลยไปโรงพยาบาล พบว่ามีอาการน้ำท่วมปอด ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากควันบุหรี่มือ 2 ในวงเหล้า เพราะสามีเลิกบุหรี่มานับ 20 ปี แต่การดื่มแอลกอฮอล์มาอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างกายอ่อนแอ อาการของโรคจึงปะทุขึ้นมา หมอก็ให้เขานอนโรงพยาบาล เพื่อระบายน้ำออกจากปอด แล้วก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ภายหลังจากที่หมอเรียกญาติไปฟังผล วินาทีที่รู้ว่าเขาเป็นมะเร็งปอด มันเหมือนมีคนเอาหินมาทุ่มใส่หัว มันชาไปทั้งตัว ความสุขที่เราเคยวาดฝันไว้ทลายหมด ทุกข์ มันทุกข์จนไม่รู้ว่าตัวเองทุกข์ ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า”

       แม้จะทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส แต่เธอก็ไม่คิดหันไปพึ่งสุราอีกเลย เพราะตระหนักดีแล้วว่า สุขภาพของสามีที่ทรุดโทรมหนักล้วนแต่มีสาเหตุมาจากสุราทั้งสิ้น คุณดวงเดือนและสามีจับมือกันต่อสู้กับโรคร้ายมานานถึง 3 ปี ก่อนที่สามีเธอจะจากไปอย่างสงบเมื่อปีที่ผ่านมา

       “การที่บอกว่าดื่มเหล้าแล้วมีความสุข มันคือการโกหก มันสุขก็แค่ตอนที่ดื่ม ตอนที่สังสรรค์กันเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมามีแต่ความทุกข์ เป็นกำลังใจให้คนที่คิดจะเลิกดื่ม ให้เริ่มที่ตัวเราตั้งแต่วันนี้ ลองตั้งใจจริง เพราะทุกสิ่งขึ้นอยู่กับใจเรา ฝึกตัวเอง ค่อยๆลดปริมาณการดื่ม หรือละเว้นการดื่มในช่วงเข้าพรรษา ไม่มีใครเลิกไม่ได้ ขอแค่เปิดใจและไม่โกหกตัวเอง คุณก็จะเป็นอีกคนที่ก้าวไปคว้าชัยชนะได้ในที่สุด” คุณดวงเดือน ทิ้งท้าย

       การเรียนรู้และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจากการต่อสู้มาเนิ่นนานกว่า 10 ปีของทั้งครูณัฐ และคุณดวงเดือน ก็คือ การเริ่มต้นเลิกเหล้าและบุหรี่ อาจจะยากแต่ทุกคนทำได้ ทั้งสองคนเชื่อว่าไม่มีใครไม่อยากเลิก และทุกคนมีโอกาสที่จะทำสำเร็จได้เท่ากัน ซึ่งสิ่งที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จนั้นคือ “การยอมรับว่าเราแพ้” และ “พร้อมที่จะต่อสู้ครั้งใหม่” โดยเริ่มต้นอย่างมีเป้าหมาย ต้องยอมทรมานเพื่อรอผลที่หอมหวานอันมหาศาลที่จะตามมาอย่างมีความหวัง 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากชนะใจตัวเอง เริ่มต้นด้วยการมีสุขภาพดีไปกับ สสส. www.thaihealth.or.th/livehealthier

บทความก่อนหน้านี้โตโยต้าร้อง”สุริยะ”ขอรัฐชัดเจนนโยบายยูโร5หวั่นผลิตเสียเปรียบ
บทความถัดไปพาไปดูการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ‘อบต.บางบัวทอง’ เพื่อแก้ไขปัญหาแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย