ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การเรียนการสอนแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ความผันแปรของโลก ที่เปลี่ยนรวดเร็ว ฉับไว ตามกระแสของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบ (Disruption) ไปทั่วโลก หากไม่ปรับตัว ให้ทันกับเทคโนโลยีก็จะถูกทิ้งไว้จนกลายเป็นคนล้าหลัง เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและช่วยอำนวยความสะดวกในหลายเรื่อง แต่อาจมีผลต่อการจัดระบบกระบวนการคิด การเชื่อมโยง เนื่องจากข้อมูลที่หลากหลายมีจำนวนมากมีทั้งจริงและเท็จ การจับประเด็น การวิเคราะห์แยกแยะจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ คนในยุค 4.0 จึง จำเป็นต้องรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ รู้จักเลือกใช้ให้ถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงความคิดให้เป็นระบบมากขึ้น ฉะนั้นการเรียนการสอนเรื่องกระบวนการคิด คิดอย่างมีเหตุมีผล นับเป็นสิ่งจำเป็นในโลกยุค 4.0
กระทรวงศึกษาธิการที่ถือเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการศึกษาของประเทศไทยมีความพยายามปรับเปลี่ยนและพัฒนาการเรียนการสอนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น โดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความประสงค์จะส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (โค้ดดิ้ง) เพื่อให้เป็นทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21 ของเด็กยุคใหม่
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวในงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ : ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ตอนหนึ่งว่า โค้ดดิ้ง เป็นแนวความคิดของการเรียนรู้ ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการอ่าน เกิดทักษะการเขียน พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ฝึกฝนทักษะคิดคำนวณ และมีตรรกะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
“ระบบการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนให้หันมาตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลก ครูถือว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ เช่นเดียวกับนโยบาย Coding ที่ส่งเสริมการคิดของเด็กเป็นระบบ เสริมสร้างการอ่าน การเขียน คิดสร้างสรรค์ มีทักษะการคำนวณ และรู้จักคิดวิเคราะห์ โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะสอนเรื่อง โค้ดดิ้งให้กับเด็กไทย ตั้งแต่ ป.1 – 3 ในเดือนพฤศจิกายนของภาคเรียนที่ 2/2562 ถือเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนโดยตรง” 
เมื่อเป็นเช่นนั้นหน่วยงานด้านนโยบายการศึกษาจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายหรือวางแนวทางอย่างไรที่เกี่ยวข้องกับโค้ดดิ้ง ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า สิ่งที่ สกศ.กำลังดำเนินการ คือ ได้มีการลงพื้นที่เพื่อดูการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนที่มีการสอนเรื่อง โค้ดดิ้ง ว่าครูมีการสอนและจัดกิจกรรมอย่างไร รวมถึงมีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สสวท. ที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำหลักสูตรวิทยาการคำนวณ เพื่อรวบรวมข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นแนวทางประกอบการดำเนินงาน และเตรียมทำ Quick Win ที่เกี่ยวกับโค้ดดิ้งเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา 
“โค้ดดิ้งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล แก้ปัญหาอย่างมีหลักการ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง โค้ดดิ้งเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดในการวิเคราะห์จัดการปัญหาตามความเข้าใจของตนเองอย่างมีเหตุผล ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาของเด็กแต่ละคนอาจมีวิธีคิดที่ต่างกัน” ดร.สุภัทร กล่าว
ดร.พีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะส่งเสริมการเรียนรู้โค้ดดิ้ง ตั้งแต่ปฐมวัย เนื่องจากการเรียนรู้พัฒนาการด้านต่างๆ ในช่วงปฐมวัยนั้นมีความสำคัญที่สุด เพราะสมองเปิดรับการเรียนรู้ หากวางรากฐานปฐมวัยดี เด็กๆ เยาวชนไทยก็จะมีพัฒนาการที่ดีไปด้วย “การเรียนรู้วิทยาการคำนวณของเด็กปฐมวัย ไม่ใช่เรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการเรียนรู้แบบอันปลั๊ก ให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผ่านการเล่นแบบเป็นคอนเซปต์ตามรูปแบบของวิทยาการคำนวณ เรื่องของโค้ดดิ้ง คือ การวางแผน ออกแบบในการทำงานอย่างเป็นระบบ สามารถให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นเกม โดยไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์”
ขณะที่หลายคนเข้าใจว่า “วิทยาการคำนวณ” กับ “โค้ดดิ้ง” คือ คำเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วโค้ดดิ้งเป็นส่วนหนึ่งในวิทยาการคำนวณที่แทรกอยู่ในวิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science) โดยโค้ดดิ้งไม่ใช่เพียงแค่การเขียนโปรแกรมเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาความคิดของเด็กให้คิดเป็นระบบ มีความเชื่อมโยง มองและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อกระตุ้นศักยภาพการคิดเชิงระบบและคิดเชิงสร้างสรรค์ในวัยเด็ก ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ ของเด็กต่อไป 
ดร.จีระพร สังขเวทัย ผู้ชำนาญสาขาเทคโนโลยี สสวท. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลักสูตรวิทยาการคำนวณเริ่มขึ้นในปี 2560 ซึ่ง สสวท. ได้กำหนดขอบเขตการเรียนการสอนไว้ 3 องค์ความรู้ คือ 1. วิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science) เป็นการสอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ โดยใช้การคิดเชิงคำนวณ (computational thinking) ซึ่งเป็นวิธีการคิดและแก้ปัญหาที่ประกอบด้วย การแยกส่วนประกอบและการย่อยปัญหา การหารูปแบบ การคิดเชิงนามธรรม และอัลกอริทึม ซึ่งจะทำให้เราสามารถเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและมีลำดับวิธีคิดได้ โดยทักษะการคิดเชิงคำนวณนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเขียนโปรแกรม เพราะภาษาโปรแกรมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่จุดประสงค์ที่สำคัญกว่าคือการสอนให้เด็กคิดและเชื่อมโยงปัญหาต่างๆ เป็น จนสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบนั่นเอง 2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (information and communication technology) เป็นการสอนให้รู้จักเทคนิควิธีการต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะในยุคไทยแลนด์ 4.0 จะเน้นในด้านระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร อุตสาหกรรม หรือคมนาคม ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างรอบด้าน และนำมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งเรื่องของการใช้ข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหา หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการหรือผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ด้านไอซีทีนี้ 3. การรู้ดิจิทัล (digital literacy) เป็นทักษะเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีดิจิทัล แยกแยะได้ว่าข้อมูลใดเป็นความจริงหรือความคิดเห็น โดยเฉพาะข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รู้กฎหมายและลิขสิทธิ์ทางปัญญาต่างๆ เพื่อให้เด็กใช้ช่องทางนี้ได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยมากที่สุด
สำหรับเนื้อหาที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนนั้น จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละระดับชั้นการศึกษา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ ชั้นประถมศึกษาตอนต้น เน้นการแก้ไขปัญหาอย่างง่าย โดยใช้สื่อการเรียนรู้ประเภทต่างๆ เข้ามาช่วยสอน เช่น แบบฝึกหัด การ์ดคำสั่ง บอร์ดเกม ภาพวาด หรือสัญลักษณ์ ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เน้นการเรียนการสอนในการออกแบบและการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายผ่าน Scratch เป็นการนำซอฟต์แวร์หรือสื่อการเรียนการสอน เรียนรู้วิธีการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสม ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เน้นการเรียนการสอนที่เน้นการออกแบบและการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพื่อเป็นการฝึกแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงคำนวณ เพื่อนำไปใช้ในการบูรณาการกับ โครงงานวิชาอื่นๆ อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ดร.รัฐศาสตร์ กรสูตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวในการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง แนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของคนไทยทุกช่วงวัย ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยได้ลงนาม MOU กับ Code.org ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร Code.org เป็นการร่วมมือของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Facebook Google มูลนิธิ Infosys และ Microsoft หลังจาก MOU แล้ว ประเทศไทยได้ดำเนินการจัดทำ codingthailand.org
“การสอน Coding ในเด็กปฐมวัยถึงประถมศึกษาจะจัดกิจกรรมให้เด็กเข้าใจกระบวนการทำงานของคอมพิวเตอร์ผ่านสื่อการเรียนการสอนหรือเกม เมื่อเด็กโตขึ้นอีกระดับไม่ได้สอนให้เด็กไปเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่สอนให้เด็กเข้าใจว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร คล้ายๆ กับการเรียนภาษาไทย เราไม่ได้สอนให้เด็กโตไปนักเขียนนิยาย แต่ว่าเด็กต้องใช้ภาษาไทยในการอ่าน การเรียน”
โค้ดดิ้ง แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรวิทยาการคำนวณที่อยู่ในส่วนของวิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science) และโค้ดดิ้งไม่ใช่แค่การเรียนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็กสามารถคิดได้อย่างเป็นขั้นตอน เป็นระบบ การเรียนโค้ดดิ้งมีทั้งแบบใช้คอมพิวเตอร์ (In-Plug) และไม่ใช้คอมพิวเตอร์ (Unplugged) ซึ่งโค้ดดิ้งจะช่วยบ่มเพาะสมรรถนะที่จำเป็นในอนาคต สรรสร้างให้เด็กมีทักษะการคิด ประมวลผล แยกแยะ อย่างมีหลักการ และตรรกะ อันจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องเผชิญกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน

