เพียงพนอ บุญกล่ำ ความโปร่งใสคือหัวใจของทุกความสำเร็จ

3.10.19 | 15:00 น.

เพียงพนอ บุญกล่ำ
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

      การทุจริตคอร์รัปชันถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณธรรม จริยธรรม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากการที่ทุกภาคส่วนพร้อมใจกันรวมพลังป้องกันการทุจริตแล้ว การเชิดชูเกียรติองค์กรที่มีบทบาทในเรื่องนี้ด้วยการมอบรางวัล ‘องค์กรโปร่งใส’ ก็นับมีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยหนึ่งในองค์กรที่ได้รับรางวัล ‘องค์กรโปร่งใส’ ครั้งที่ 8 จากสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อเร็วๆ นี้ ก็คือ ‘บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)’

      ปฎิเสธไม่ได้ว่า ที่มาของการได้รับรางวัล ‘องค์กรโปร่งใส’ นั้น เป็นผลมาจากการขับเคลื่อนโดยยึดมั่นในนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี บริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งมุ่งมั่นดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า ปตท. ในอดีตก็คือรัฐวิสาหกิจ แม้จะแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนแต่ก็ยังอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐวิสาหกิจ ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายที่ควบคุมดูแลบริษัทมหาชนที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปตท. จึงต้องมีการขับเคลื่อนธุรกิจโดยคำนึงถึงการอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐวิสาหกิจกับในรูปแบบของความเป็นบริษัทมหาชน

      “ธุรกิจในกลุ่มบริษัท ปทต. ทั้งหมด มีสายโซ่อุปทาน หรือ Supply Chainจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ มีมาร์เก็ตแคปหรือมูลค่าตลาดที่ยังสูงสุดอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะเดียวกันโลกวันนี้ไม่มีใครสามารถทำธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และสิทธิมนุษยชน  สำนักกฎหมายต้องดูแลไม่ให้องค์กรทำอะไรที่มีความเสี่ยงหรือไม่ถูกต้อง เพราะกฎหมายที่บังคับใช้กับรัฐวิสาหกิจค่อนข้างเข้มข้น จึงต้องมีการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจกับความโปร่งใส ซึ่งนับว่ายากกว่าองค์กรอื่นที่เป็นเพียงรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบหรือธุรกิจเอกชนทั่วไป และเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งเนื่องจากที่ผ่านมา บมจ. ปตท. สามารถทำได้ดี แม้ว่าต้องเผชิญกับความท้าทายจากกระแส Disruption ตลอดจนความท้าทายในเรื่องของอุตสาหกรรมและธุรกิจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก”

Advertisement

      “เรื่องของความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ นักฎหมายที่อยู่ในองค์กรรัฐวิสาหกิจจะต้องยึดถือเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทมหาชนซึ่งมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องจำนวนมาก คำว่า ‘โปร่งใส’ หมายถึงการที่เราทำอะไรหรือหรือตัดสินใจในเรื่องใดแล้ว ประกาศกับโลกได้อย่างภาคภูมิใจ สามารถให้เหตุผลได้ว่า การลงมือทำเรื่องนี้หรือตัดสินใจแบบนี้เป็นเพราะอะไร ต้องสามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้ แม้กระทั่งหากเกิดกระบวนการตรวจสอบหรือเป็นคดีความ ก็จะสามารถยืนยันด้วยความมั่นใจว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง มีเหตุมีผล และยิ่งไปกว่านั้น การยึดมั่นในความโปร่งใสของ ปตท. บางครั้งเกินกว่าข้อกำหนดหรือมาตรฐานของกฎหมายเสียอีก เพราะเราคำนึงถึงเรื่องของจรรยาบรรณ จริยธรรม ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่เราก็คำนึงทุกครั้งว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำหรือไม่”

      รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักกฎหมาย กล่าวถึงอีกเหตุผลที่ ปตท. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนั้น เพราะด้วยขนาดขององค์กรและความเป็นธุรกิจพลังงานชั้นนำระดับประเทศจึงมีโอกาสที่สังคมจะยึดเป็นแบบอย่าง หรือ Role Model ที่ต้องมีมาตรฐานสูง และยังเป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่มงานใหม่ “GRC” (G-Governance R-Risk Management C-Compliance) ซึ่ง C คือ ฝ่ายกำกับกฎหมายและกฎระเบียบองค์กร (Compliance) อยู่ภายใต้สำนักกฎหมายและมีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการกำกับดูแลบุคลากรและหน่วยงานภายในให้มีการปฏิบัติงานเป็นไปตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศต่างๆ ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรอย่างเคร่งครัด รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ การลงทุน กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของ ปตท. เพื่อให้การดำเนินธุรกิจขององค์กรเป็นไปอย่างถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบ 

      “ปตท. มีพนักงาน 4,000 คน หากรวมพนักงานทุกกลุ่มในเครือ และตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆ จะมีถึง 30,000 คน เพราะฉะนั้นนักกฎหมายทั้งกลุ่มที่รวมแล้วมีจำนวนเพียง 120 คนนั้น คงไม่สามารถดำเนินการจัดการได้ จึงตั้งหน่วยงาน Compliance ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นโค้ชให้ ผู้ปฎิบัติงานหน้างาน (Business Unit)  ยกตัวอย่างคือ ผู้ปฎิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการปั๊มน้ำมันจะต้องรู้ว่าพื้นที่บริเวณนี้สร้างปั๊มน้ำมันได้หรือไม่ ต้องห่างจากถนนกี่เมตร ใบอนุญาตที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง เป็นต้น ส่วนหน้าที่ของสำนักกฎหมายก็คือ เมื่อใดที่มีกฎหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะที่มีผลกระทบกับองค์กร คณะกรรมการหรือผู้บริหาร แม้แต่พนักงานเอง ก็จะต้องให้ความรู้ว่า เขาต้องทำอะไรบ้าง แจ้งให้รู้ว่าผลกระทบจากการกระทำไม่ถูกต้องจะส่งผลอย่างไรบ้างทั้งในแง่ของกฎหมายและอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องของชื่อเสียงองค์กรที่หลายเรื่องไม่สามารถประเมินค่าเป็นเงินได้”

      และเมื่อถูกถามว่าหากพนักงาน ปตท. มีแนวประพฤติที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลแล้วองค์กรจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้นั้น เพียงพนอตอบว่า “สำหรับเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดคือการทุจริต ฉ้อฉล คอร์รัปชัน สินบน ถือเป็นเรื่องเคร่งครัด จะไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น ปตท. เน้นการปลูกฝังให้เรื่องนี้อยู่ในดีเอ็นเอ เป็นวัฒนธรรม ค่านิยมขององค์กร เป็นธรรมนูญที่ต้องยึดถือ ให้เกิดการตระหนักว่าทุกคนคือส่วนหนึ่งขององค์กร มีการอบรมและบรรยายกรณีศึกษาให้กับบุคลากรในทุกระดับ นอกจากนี้ก็ยังเปิดช่องทางให้สามารถร้องเรียนผู้กระทำความผิดได้ด้วย หากความผิดนั้นเกิดจากการปฏิบัติงานของพนักงาน ก็จะมีมาตรการและกระบวนการเพื่อทำให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคมั่นใจ แต่ถ้าพบเรื่องทุจริตที่มีข้อจำกัดและไม่สามารถตรวจสอบได้เอง เช่น เส้นทางเงิน ก็จะส่งเรื่องไปให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบ”

      พร้อมทั้งยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงบทบาทหน้าที่ของสำนักกฎหมายว่า ต้องการสร้างให้นักกฎหมายทุกคนในองค์กรเป็นเสาหลักที่มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์องค์กรและเป็นที่ปรึกษา ปรับเปลี่ยนจากแนวทางการทำงานในอดีตที่บางครั้งมีลักษณะนิติการ บอกเพียงทำได้หรือทำไม่ได้ ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แต่จะต้องเพิ่มบทบาทการช่วยวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสีย และการประเมินความเสี่ยง สามารถให้คำแนะนำแบบมืออาชีพ มีเหตุมีผล รักษามาตรฐานวิชาชีพ มีข้อมูลความรู้ในการปรับใช้แบบฟอร์มตามบริบทที่เกี่ยวข้อง โดยสิ่งสำคัญอีกประการก็คือ นักกฎหมายจะต้องแสดงออกถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรม พิจารณาทุกกรณีตามข้อเท็จจริง ไม่ยึดว่าผู้ที่กระทำไม่ถูกต้องเป็นเพียงพนักงานทั่วไปหรือผู้ที่มีอำนาจสูงสุด พร้อมกับทิ้งท้ายถึงกระแสที่กำลังมาแรงในโลกธุรกิจปัจจุบันนี้ก็คือ การให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน

      “กิจการของ ปตท. เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ชุมชน ทุกเรื่องที่ทำจึงต้องใส่ใจและให้ความสำคัญอย่างมาก ตรงนี้สามารถยืนยันได้ว่า ไม่ว่า ปตท. จะลงทุนธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศก็มุ่งมั่นที่จะเป็นพลเมืองที่ดีของทุกที่บนโลก เรียกว่าเป็นการเติบโตจากการทำสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าด้วยขนาดขององค์กรและความเป็นธุรกิจพลังงานชั้นนำระดับประเทศ ทำให้มีชื่อเสียงจนอาจทำให้คนกลัว ยิ่งเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นมิตร เข้าใจถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ทั้งหมดนี้เป็นมาตรฐานที่ ปตท. ต้องสร้างและยึดถือให้มั่นตลอดไป”