ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน จิกซอว์ต่อติดพันธมิตร ‘จีน-ญี่ปุ่น’

5.11.19 | 15:00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อเร็วๆ นี้ 24 ตุลาคม 2562 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดทำเนียบรัฐบาล จัดพิธีลงนามในสัญญาและบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ– อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. เงินลงทุน 224,544 ล้านบาท ระยะเวลา 50 ปี

โดยมีนายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และนายศุภชัยเจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และตัวแทนบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ร่วมลงนาม

แขกสำคัญยิ่งสองท่านที่ทำให้พิธีลงนามนี้ส่งสัญญาณแรงชัดไปทั่วโลกคือ นายหลู่ย์ เจี้ยน
เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และนายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

ทั้งสองชาติยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจมีบทบาทร่วมกันในฐานะแหล่งเงินกู้โครงการ ดังคำ กล่าวในงานของแม่ทัพซีพี

“แหล่งเงินกู้มีทั้งในและต่างประเทศ สำหรับต่างประเทศมี Japan Bank for International
Cooperation (JBIC) กับ China Development Bank (CDB) ซึ่งมาช่วยเป็นที่ปรึกษาและทำให้เรา
เข้าใจการลงนามในโครงการนี้มากขึ้น” นายศุภชัย กล่าว

Advertisement

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และ พันธมิตร หรือกลุ่ม CPH ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ JBIC และ CDB ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องมือทางยุทธศาสตร์สองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จีน-ญี่ปุ่น

1 ปีก่อนหน้านี้ ระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2561 นายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เพื่อยกระดับ ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้ง 2 ประเทศ

หนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีทั้งสองชาติ คือ การส่งเสริมความ เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น ในประเทศที่สาม (oversee joint infrastructure projects in other countries) ซึ่งกำหนดบทบาท ของ JBIC และ CDB ให้เป็นผู้ร่วมปล่อยกู้ในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน

“นับเป็นการยกระดับจากการแข่งขันสู่ความร่วมมือ ผมต้องการสร้างความสัมพันธ์ยุคใหม่ ญี่ปุ่นและจีนคือเพื่อนบ้านและหุ้นส่วน เราจะไม่เป็นภัยคุกคามกัน” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวใน ครั้งนั้น ในขณะที ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำพญามังกร กล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์ระหว่าง ประเทศเปลี่ยนแปลง จีนและญี่ปุ่นก็กำลังพึ่งพาอีกฝ่ายหนึ่งมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วบนโลกได้มอบโอกาสมากมายให้จีนและญี่ปุ่น เพื่อความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองชาติได้ตกลงที่จะร่วมมือกันพัฒนาโครงการในประเทศที่ 3 โดยมีเป้าหมายแรกที่ 5 ประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการลงทุนเส้นทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ของประเทศไทย

ช่วงการเยือนจีนของ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยังได้มีการจัดงาน China-Japan Forum on Third Country Business Cooperation ในวันที่ 26 ตุลาคม 2561 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้รับเชิญให้เข้าร่วม ท่ามกลางผู้ร่วมงานกว่า 1,600 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐระดับสูง นักลงทุนและนักการเงิน ชั้นนำของทั้ง 2 ประเทศ

การสัมมนาดังกล่าวมีพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ กว่า 50 ฉบับ มีผู้นำของทั้ง 2 ประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน หนึ่งในความร่วมมือระหว่าง ภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศที่สำคัญ คือ การลงนามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินใน การสนับสนุนนักลงทุนจีนและญี่ปุ่นร่วมกันสำรวจตลาดในประเทศที่สาม ระหว่างธนาคาร ICBC ของจีน และ ธนาคาร Mizuho ของญี่ปุ่น ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี นับเป็นเป้าหมายสำคัญเป้าหมายหนึ่งที่ธนาคารทั้ง 2 จะร่วมมือกันในประเทศที่สาม

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ สกพอ. ซึ่งเข้าร่วมการสัมมนากล่าวว่า การสัมมนาได้รับ การตอบรับด้วยดีและชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญและเป็นกรณีตัวอย่างของความ ร่วมมือ ทางธุรกิจระหว่างประเทศจีนและประเทศญี่ปปุ่นในประเทศที่สาม

“ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นมหามิตรของทั้งงจีนและญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ดีที่สุดที่จะสนับสนุน โครงการความร่วมมือระหว่างสองชาตินี้” ศาสตราจารย์ยาสุฮิโร มัตสุดะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ให้ความเห็น ต่อ เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ และอธิบายเพิ่มเติมว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องลดความเสี่ยงจาก การพึ่งพาสหรัฐฯ โดยยกระดับความร่วมมือกับจีนให้มากขึ้น

ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์นี้กลายเป็นจังหวะที่ลงตัวเมื่อรัฐบาลไทย กำลังผลักดันแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ให้เกิดขึ้นเป็นจริง โดยนับหนึ่งที่โครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง ของรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน(Public Private Partnership-PPP) โดยโครงการนี้ใช้ แนวทาง PPP Net Cost ที่ให้ เอกชนเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงในการลงทุนทั้งหมด

ส่วนสาเหตุหลักที่เลือก PPP Net Cost คือต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลให้ น้อยที่สุด เพื่อจะได้มีเหลือไปทำประโยชน์ด้านอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด ตามหลักบริหารการคลังของประเทศ ที่มี 3 กฏเหล็กที่ยึดเป็นหลัก ประกอบด้วย
1) เงินงบประมาณมาจากภาษี ควรต้องพิจารณาใช้เพื่อคนด้อยโอกาส
2) เงินกู้เป็นหนี้สาธารณะ ใช้เพื่อการลงทุนที่มีผลตอบแทนต่ำ แต่เกิดประโยชน์มากต่อส่วนรวม
3) การร่วมทุน เป็นการดึงเงินจากเอกชน แบ่งเบาภาระการลงทุนของรัฐ และช่วยรัฐบาล ลดภาระการคลัง ลดภาระหนี้สาธารณะ

ประมาณการเบื้องต้นของการดำเนินโครงการในอีอีซี โดยใช้รูปแบบ PPP รวม 4 โครงการ ที่เป็นภาระการลงทุนของภาครัฐ 200,000 ล้านบาท แต่จะมีรายได้สุทธิกลับคืนสู่รัฐ 200,000 ล้านบาทเช่นกัน ได้แก่
1) โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
2) โครงการสนามบินอู่ตะเภา
3) โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
4) โครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3

เมื่อ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แจ้งเกิด ก็หมายความว่า PPP Net Cost ของไทยสามารถยืนอยู่ได้ในระดับนานาชาติ การันตีโดยสองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์ 2-3 ของโลก และยังมีประเทศในยุโรปอย่างอิตาลี รวมที้งบริษัทก่อสร้างอันดับ 1, 2 ของไทยมา ร่วมเป็นพันธมิตร สร้างความเชื่อมั่น กลายเป็นดีลประวัติศาสตร์ระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

เอกอัครราชทูต 3 ประเทศ (จากขวา) ประกอบด้วย นายโลเรนโซ กาลันตี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย(ซ้ายสุด) นายหลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐ ประชาชนจีนประจำประเทศไทย(ที่สองจากซ้าย) และนายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (ขวาสุด) ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามในสัญญาและบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน