เมื่อทิศทางการศึกษาของไทยเปลี่ยนไป แนวโน้มงานวิจัยไม่ถูกจำกัดอยู่บนหิ้งแต่ต้องออกจากกรอบนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เรียกว่าลงจากหิ้งแล้วขึ้นห้างได้ กล่าวคือในอนาคตผลงานวิจัยต้องสามารถพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและอุตสาหกรรม ดังนั้นงานวิจัยในอนาคตจะต้องตอบโจทย์ได้ในหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นในวงการแพทย์ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ชีวเคมี ฯลฯ การผลิตบัณฑิตให้คิดแบบผู้ประกอบการ เป็นผู้สร้างสรรค์และนักประดิษฐ์ มีทักษะหลากหลาย (Multi Skill) มากกว่าเป็นนักวิจัยพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ
นี่เองจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของมหาวิทยาลัยในการบูรณาการองค์ความรู้ สู่การสร้างหลักสูตรที่นำผลงานวิจัยมาสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ เป็นที่มาของหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตและปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาชีวการออกแบบทางการแพทย์ (BioDesign in Medicine) หลักสูตรนานาชาติใหม่ล่าสุด จากมหาวิทยาลัยมหิดล
‘BioDesign in Medicine’ บูรณาการ 3 คณะเด่นของมหิดล
รศ.พญ.อัญชลี ตั้งตรงจิตร หัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานหลักสูตรฯ กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาหลักสูตร BioDesign in Medicine ว่า โดยปกติแล้วในภาควิชาปรสิตวิทยามีการวิจัยและพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เช่น ชุดตรวจภูมิแพ้ในคน หรือวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทเอกชนเพื่อผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน แต่ในอนาคตมหาวิทยาลัยมหิดลต้องการผลิตบุคลาการทางการแพทย์และบัณฑิตรุ่นใหม่ที่เป็นมากกว่านักวิจัย แต่สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นนักประดิษฐ์และผู้ประกอบการตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21
“หลักสูตร BioDesign in Medicine ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก นับเป็นหลักสูตรแรกในมหาวิทยาลัยมหิดลที่มีการบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชุดตรวจวินิจฉัย จากคณะเทคนิคการแพทย์ และการบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรมเพื่อการออกแบบอุปกรณ์ทางการแพทย์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์
“ในปี 2559 เราได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นและความต้องการของนักศึกษารุ่นใหม่ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ของมหาวิทยาลัยชั้นนำผ่านโซเชียลมีเดีย พบว่าคนรุ่นใหม่มีความสนใจในหลักสูตรนี้ เนื่องจากได้เรียนหลายทักษะ ทั้งงานวิจัย การประดิษฐ์ และการตลาด จากนั้นจึงระดมสมองจากบุคลากรที่เกี่ยวข้อง องค์กรเอกชน ทั้งผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ ผู้ผลิตยา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อออกแบบหลักสูตรที่เน้นกระบวนการคิดและการออกแบบการสร้างนวัตกรรม คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัย รักษาผู้ป่วย รวมทั้งป้องกันและดูแลสุขภาพ
ประธานหลักสูตร BioDesign in Medicine กล่าวอีกว่า “หลักสูตรนี้อาจจะใหม่สำหรับประเทศไทย แต่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา หรือ National University of Singapore -NUS ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 3 ของประเทศในอาเซียนที่มีศักยภาพและองค์ความรู้ด้านการแพทย์ มีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งโจทย์วิจัยทางการแพทย์ที่สามารถต่อยอดได้อีกมากมาย เรียกว่ามีความพร้อมจากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ หลักสูตรนี้จึงถือว่าเป็นวิชาของอนาคตเลยทีเดียว” รศ.พญ.อัญชลี กล่าว
‘ชีวการออกแบบทางการแพทย์’ ทางเลือกใหม่เด็กสายวิทย์ฯ
เมื่อถามว่าจุดเด่นของหลักสูตรชีวการออกแบบทางการแพทย์มีอะไรบ้าง? รศ.พญ.อัญชลี อธิบายว่า “ในหลักสูตรนี้ผู้เรียนจะได้เรียนกระบวนการคิดและการออกแบบสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ จากโจทย์งานวิจัย นำมาพัฒนาให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (Healthcare Products) ในการใช้จริง เราจะสร้างให้นักศึกษามีไอเดียที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์ ฝึกทักษะการวิจัย เมื่อได้สิ่งประดิษฐ์ออกมาแล้ว จะมีการประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์หรือวิเคราะห์ทางการตลาดของสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ ซึ่งต้องมีการเรียนการตลาดและธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ได้ทักษะเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ เข้าใจเรื่องสิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ จบแล้วสามารถทำงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เป็นนักวิจัย นักวิชาการ ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสามารถต่อยอดเป็นสตาร์ทอัพได้
“สิ่งสำคัญของผู้เรียนในหลักสูตรนี้คือ ต้องเป็นนักศึกษาที่จบระดับปริญญาตรีในสายวิทยาศาสตร์ เช่น วิทยาศาสตร์ทั่วไป วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แพทยศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ สัตวแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ ทันตแพทย์ หรือมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยระดับปริญญาโท มีหลักสูตร ทำสารนิพนธ์ 1 ปีและหลักสูตร ทำวิทยานิพนธ์ 2 ปี ส่วนหลักระดับปริญญาเอก เริ่มรับนักศึกษาตั้งแต่ผู้เรียนจบปริญญาตรีหรือปริญญาโท”
รศ.พญ.อัญชลี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่นักศึกษายังไม่มีความรู้ทางการแพทย์จะมีการเรียนเพื่อปรับพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ชีวการแพทย์เบื้องต้น ควบคู่กับการปูพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำวิจัยในเรื่องที่ผู้เรียนสนใจ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้เรื่องการตลาดคู่ขนานกันไปด้วย
“การสร้างนักประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่มีความรู้ด้านการตลาด และพร้อมเป็นสตาร์ทอัพ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนแล้ว ยังส่งผลดีต่อประเทศด้วย เพราะในอนาคตเราจะสามารถลดการนำเข้าหรือซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพราะมีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนไทย เป็นการพัฒนาบุคลากรและพึ่งพาตนเองของอุตสาหกรรมทางการแพทย์”
ศิริราชเตรียมเปิดบ้าน รับนศ.BioDesign รุ่นแรก
นักศึกษาที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาโท นอกจากจะจบสายวิทยาศาสตร์แล้ว จะต้องได้เกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป ในขณะที่ระดับปริญญาเอก ต้องจบปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไป เพื่อสมัครสอบ สัมภาษณ์และทดสอบภาษาอังกฤษ ซึ่งโอกาสของนักศึกษาที่เข้าเรียนในหลักสูตรนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และมหาวิทยาลัยมหิดล มีทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายเดือน และค่าธรรมเนียมการศึกษา รวมทั้งทุนสนับสนุนการทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ หรือการนำเสนอผลงานในต่างประเทศ ตลอดจนทุนภายนอกจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นต้น
มหาวิทยาลัยมหิดล จะเริ่มเปิดรับนักศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตและปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาชีวการออกแบบทางการแพทย์ (BioDesign in Medicine) ปีการศึกษาแรกในเดือนกรกฎาคม 2563 โดยรับสมัครภาคต้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 5 กรกฎาคม2563 รับสมัครภาคปลาย ตั้งแต่ 1 กันยายน 2563 – 5 พฤศจิกายน 2563
โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เตรียมเปิดบ้าน BioDesign ให้นักศึกษาได้ทำความรู้จักกับหลักสูตรนี้ก่อน ในปลายเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2563 เพื่อให้นักศึกษาเข้ามาซึมซับสถานที่ ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด และบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ได้ตามช่องทางนี้
- Facebook: Biodesign in Medicine
- เบอร์โทร. 02-4196468
- E-mail: [email protected]
- ภาควิชาปรสิตวิทยา ตึกอดุลยเดชวิกรม ชั้น 7 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล




