รู้จัก “ยาภูมิต้านทานบำบัด” ความหวังใหม่ของผู้ป่วยมะเร็ง

13.12.19 | 11:34 น.

“โรคมะเร็ง” นับเป็นภัยคุกคามและปัญหาสาธารณสุขระดับโลก รายงานจากองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ International Agency for Research on Cancer (IARC) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่จะเพิ่มขึ้นกว่า 18 ล้านคนทั่วโลก โดยมะเร็ง 7 ชนิดที่จะเป็นกันมากทั่วโลกในอนาคต ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ และมะเร็งปากมดลูก ทั้งยังเน้นย้ำถึงการเพิ่มขึ้นของมะเร็งอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ซึ่งมาจากปัจจัยหลักคือ กินอาหารผิด ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ ขณะที่สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย ข้อมูลโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 130,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่า 70,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 ราย 

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โรคมะเร็งแต่ละชนิดมีการดำเนินของโรคและวิธีการรักษาที่แตกต่างตามอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของมะเร็ง ชนิดมะเร็ง สภาพร่างกายและโรคประจำตัวของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันการคัดกรองเพื่อหาภาวะผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการผ่าตัด การฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัด มีการรักษาจำเพาะด้วยยาพุ่งเป้า และยาอีกหลายรายการที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ 

“วิธีการรักษามะเร็งขึ้นอยู่กับระยะและชนิดของมะเร็ง ถ้าเป็นในระยะเริ่มต้นจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อนำก้อนเนื้อออกให้หมด แล้วจึงให้ยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย เพื่อกำจัดเซลล์ที่เหลืออยู่ เมื่อเป็นระยะลุกลามหรือแพร่กระจาย การผ่าตัดและการฉายแสงจะมีบทบาทน้อยลง เพราะว่าจะออกฤทธิ์เฉพาะจุด ไม่ได้ฆ่าเซลล์มะเร็งที่กระจายทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นสำหรับระยะลุกลามการให้ยาออกฤทธิ์ทั่วร่างกายจะได้ผลดีกว่า” ผศ.พญ.เอื้อมแข กล่าว 

**รักษามะเร็งด้วยยา

Advertisement

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษามะเร็งด้วยยาที่ใช้รักษาอย่างแพร่หลายคือ การให้คีโมหรือเคมีบำบัด (chemotherapy) ซึ่งเป็นการใช้ยาเคมีเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งที่กำลังแบ่งตัว แต่การให้ยาเคมีนี้ส่งผลไปถึงเซลล์ทั่วไปด้วย ทำให้ร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่ทุกข์ทรมานจากการรักษา ภูมิต้านทานร่างกายต่ำลง ผมร่วง เม็ดเลือดขาวต่ำ และไม่จำเพาะ แต่ยังเป็นวิธีแรกของแพทย์ในการรักษา และปัจจุบันก็ยังต้องใช้อยู่เพราะยังมีข้อดีคือทำลายเซลล์มะเร็งได้ 

“อีกหนึ่งวิธีที่นิยมคือใช้ยาพุ่งเป้า (targeted therapy) ซึ่งมีทั้งยาฉีดและยากิน ข้อดีคือเราเริ่มรู้ว่ามะเร็งชนิดนี้มีคุณลักษณะจำเพาะของการกลายพันธุ์ (mutation) จึงออกแบบยาเพื่อไปทำลายเฉพาะเซลล์ที่ผิดปกติได้แบบจำเพาะเจาะจง เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ยาพุ่งเป้าถือเป็นยาที่มาแรงมาก เพราะว่าออกฤทธิ์เฉพาะตัวมะเร็ง ผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นน้อย ก้อนยุบและคนไข้ฟื้นตัวเร็ว ยกตัวอย่างยาพุ่งเป้าในมะเร็งปอด ที่มีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีนส์ (ไม่ได้มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่) สามารถวินิจฉัยว่าจะทำการรักษาด้วยวิธีนี้ได้หรือไม่ โดยการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งยาพุ่งเป้าจะออกฤทธิ์ได้ดีกับผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึง 80% ควบคุมโรคได้ ก้อนยุบในช่วงเวลา 1 ปี 

“อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่มะเร็งทุกชนิดจะมีเป้า ถ้าดูในผู้ป่วยมะเร็ง 100 คน จะพบว่าคนไข้ที่มีเป้าเพียง 20-30 คน แม้แต่ในมะเร็งปอดก็ใช่ว่ายาพุ่งเป้าจะใช้ได้กับทุกคน ยาพุ่งเป้าที่ใช้ในการรักษามะเร็งปอด รักษาได้ 50% แต่ปัญหาของยาพุ่งเป้าคือ ไม่หายขาด เมื่อถึงจุดหนึ่งเซลล์มะเร็งจะดื้อต่อยาและพัฒนาการกลายพันธุ์เป็นรูปแบบใหม่ (second mutation) ทำให้ยาพุ่งเป้าตัวเดิมใช้ไม่ได้ผล ซึ่งก็ต้องพัฒนายาพุ่งเป้าสำหรับการกลายพันธุ์รูปแบบใหม่ เพื่อทำลายเซลล์ที่ดื้อยาต่อไปเรื่อยๆ” ผศ.พญ.เอื้อมแข อธิบาย

**ยาภูมิต้านทานบำบัด การรักษาคลื่นลูกใหม่

สำหรับแพทย์อายุรศาสตร์มะเร็งวิทยาก็ต้องหาคำตอบว่าทำอย่างไรกับผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่มีเป้า รักษาด้วยเคมีบำบัดไม่ได้ผล ทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็งที่กำลังได้รับความสนใจในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา คือการรักษาด้วย “ภูมิต้านทานบำบัด (Immunotherapy)” ซึ่งเป็นยากลุ่มใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพการรักษาและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี 

ยาภูมิต้านทานบำบัด คืออะไร? 

ผศ.พญ.เอื้อมแข กล่าวว่า “Immunotherapy ไม่ใช่เคมี ไม่ได้ไปฆ่าเซลล์มะเร็ง และไม่ใช่ยาพุ่งเป้า แต่อาศัยหลักการทำงานของเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่กำจัดเซลล์แปลกปลอมที่วนเวียนในร่างกาย หากเม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น  เซลล์มะเร็งก็ไม่สามารถเติบโตได้ โดยการทำงานที่มีประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวนั้น ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือการจดจำเซลล์มะเร็ง การเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวขึ้น และนำจำนวนที่เพิ่มขึ้นกลับไปทำลายเซลล์มะเร็ง แต่มะเร็งเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ฉลาด เพราะสามารถสร้างแฝงตัวและทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวไม่สามารถจดจำหน้าได้ เข้าใจว่าเป็นเซลล์ปกติของร่างกาย จึงเติบโตและแบ่งเซลล์ในร่างกายมนุษย์ได้ นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนายาที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กระตุ้นการเพิ่มจำนวน และเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งของเม็ดเลือดขาวขึ้นมา 

“ยากลุ่มแรกของภูมิต้านทานบำบัดถูกนำมาช่วยในการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ในคนไข้ระยะแพร่กระจาย เปรียบเทียบกับเคมีบำบัด โดยฉีดยาภูมิต้านทาน จำนวน 4 เข็ม พบว่าคนไข้ 1 ใน 5 ราย หายขาดจากโรค ก้อนยุบ ควบคุมได้ และมีชีวิตเกิน 5 ปี จึงเป็นที่มาของความสนใจว่าการปลุกประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในร่างกายก็สามารถรักษามะเร็งได้ เมื่อศึกษามากขึ้น ก็พบว่า เมื่อเซลล์มะเร็งถูกกดดันก็ได้สร้างปราการที่ยับยั้งการฆ่าของเซลล์มะเร็งของเม็ดเลือดขาว เป็นไลแกนที่ยื่นออกมา เรียกว่า PDL1 จับคู่กับตัวรับบนผิวเซลล์ของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า PD1 ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้

“นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนายาอีกตัวหนึ่งขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมีการจับคู่กันของ PDL1 และ PD-1 เป็นแอนติบอดี (สารภูมิต้านทาน) โดยสังเคราะห์ให้จำเพาะกับ PDL1 และ PD1 ขึ้นมา เกิดเป็นยากลุ่มภูมิต้านทาน ที่เรียกว่า  Anti PDL1 จับที่เซลล์มะเร็ง และกลุ่มที่สองคือ AntiPD1 จับที่เม็ดเลือดขาว ยาทั้งสองจะมีปฏิกิริยาเหมือนกัน คือเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเม็ดเลือดขาว ฉีดเข้าไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสามารถไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ ในปัจจุบันยากลุ่มนี้จะได้รับการศึกษาวิจัยมากกว่ายากลุ่มแรกเพราะเป็นเหมือนการใช้แอนติบอดี้ กำจัดเซลล์แปลกปลอม” ผศ. พญ.เอื้อมแข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา อธิบาย

อย่างไรก็ตาม ยาชนิดนี้ก็อาจไม่ได้ผลในทุกราย ยกตัวอย่างเช่น ในคนไข้มะเร็งปอด 100 คน จำนวนครึ่งหนึ่งอาจได้ผลกับยาพุ่งเป้า อีกครึ่งหนึ่งอาจจะไม่มีเป้า และจะมีเพียง 30% จากจำนวนนี้ที่ตอบสนองดีต่อยากลุ่มภูมิต้านทานบำบัด ทดสอบโดยการนำชิ้นเนื้อไปย้อมสีเพื่อทดสอบการติดตัวรับ PD-L1 บนเซลล์มะเร็งซึ่งต้องอยู่ในระดับสูง มากกว่า 50% การรักษาจึงจะได้ผล โดยไม่ต้องใช้ยาตัวอื่น ดังนั้น แพทย์จะต้องนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจก่อน เพื่อวินิจฉัยการรักษาต่อไป ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 70% สามารถใช้ยาภูมิต้านทานบำบัดร่วมกับเคมีบำบัดจะออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น มะเร็งยุบเร็ว และผลข้างเคียงน้อยกว่าใช้เคมีบำบัดอย่างเดียว

**รู้จักยา ก็เข้าถึงการรักษาเร็ว

ปัจจุบันมีการนำยากลุ่มภูมิต้านทานบำบัดมาใช้กับเฉพาะผู้ป่วยในกลุ่มระยะแพร่กระจายหรือระยะที่ 4 เพราะผู้ป่วยระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายขาดจากการผ่าตัด ใช้ยาเคมี หรือยาพุ่งเป้า แต่ในอนาคตแนวโน้มการใช้ยาภูมิต้านทานบำบัดจะถูกนำมาใช้กับในระยะเริ่มต้นหรือหลังผ่าตัดมากขึ้น เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ขณะนี้ยากลุ่มภูมิต้านทานบำบัด ใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งผิวหนัง, มะเร็งปอด, มะเร็งไต, มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น 

“สำหรับประเทศไทยยากลุ่มนี้มีในโรงพยาบาลรัฐบาลใหญ่ๆ รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในคนไทยส่วนใหญ่เนื่องจากเป็นยากลุ่มใหม่และมีราคาสูง ทำให้การเข้าถึงยายังจำกัดอยู่ในคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ปัจจุบันมียากลุ่มภูมิต้านทานบำบัดหลายตัวมากขึ้น มีการแข่งขันเรื่องราคา ทำให้คนไข้มีโอกาสเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ อยากให้คนไข้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาภูมิต้านทานบำบัดมากขึ้น เพื่อประโยชน์ทางการรักษา พร้อมทั้งภาครัฐหรือคุณหมอเองก็ต้องแนะนำผู้ป่วยได้ด้วยว่า การรักษาด้วยยาภูมิต้านทานเป็นมาตรฐานและได้รับการรักษาทั่วโลก เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็ง

“ยาภูมิต้านทานบำบัดเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษามะเร็ง เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากให้คนไทยรู้ว่าเดี๋ยวนี้วิธีการรักษาด้วยยาภูมิต้านทานเกิดขึ้นจริงและเข้าถึงได้แล้วในบ้านเรา เพียงแต่ผู้ป่วยต้องปรึกษากับคุณหมอเจ้าของไข้ ถึงแนวทางการรักษา และต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงการรักษาได้” 

ผศ.พญ.เอื้อมแข แนะนำทิ้งท้ายว่า “อย่างที่บอกว่ามะเร็งในปัจจุบันมีส่วนมาจากพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์  เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างไลฟ์สไตล์ที่กระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกายขึ้นมาป้องกันก่อนเป็นมะเร็ง หมอแนะนำให้ลดเนื้อสัตว์ เนื้อแดง ไขมัน น้ำตาล ทำร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และทำสมาธิให้จิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียดไม่กังวล ก็ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานได้ในระดับหนึ่ง เมื่อไหร่ก็ตามที่เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดีขึ้น อุบัติการณ์ของมะเร็งก็จะน้อยลง”