“กรุงศรี” จัดเอ็กซ์คลูซีฟทริป เพื่อลูกค้าธุรกิจ พาบินลัดฟ้าชมสุดยอดนวัตกรรมแห่งอนาคต

20.12.19 | 11:00 น.

เพราะเชื่อว่าแนวความคิดและนวัตกรรมต่างๆ ที่มาจากการเรียนรู้และสัมผัสจากผู้มีประสบการณ์จริง จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือของมิซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น จึงมองเห็นโอกาสโดยจัดโครงการ Krungsri Business Trip ทริปดูงานต่างประเทศที่จะช่วยเพิ่มเติมความรู้และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อสนับสนุนและผลักดันให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตและแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

ล่าสุด “กรุงศรี” ภายใต้บริการ Krungsri Business Empowerment ได้พาลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ Krungsri Leadership Academy (KSLA) และ Krungsri Leadership Academy Boot Camp (Mini KSLA Boot Camp) บินลัดฟ้าเพื่อไปสัมผัสประสบการณ์จริง ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก โดยหวังให้นักธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในโลกยุคดิจิทัล 

ประสบการณ์ที่ไม่ได้มีโอกาสเจอกันง่ายๆ

กิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “CHINA 5.0: AI / Big Data Management and Smart City” โดยพากลุ่มนักธุรกิจ เข้าเยี่ยมชม 8 บริษัทชั้นนำในนครเซี่ยงไฮ้ ที่อัดแน่นด้วยองค์ความรู้-เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้าน Cloud Computing & Big Data Application, Block Chains, IoT, Smart Wearable, AI, Driverless Technology และ Internet Technology ในแบบฉบับเจาะลึกที่น้อยคนจะได้ไปสัมผัส

ชม 8 สถานที่แห่งนวัตกรรมของโลกในอนาคต

Advertisement

กรุงศรี ได้ออกสตาร์ทจุดแรกที่บริษัท “Shanghai Data Exchange Corp” และ “Shanghai Cloud Data Co., Ltd.” ผู้นำด้าน “Big Data” เพื่อฉายให้เห็นภาพของการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลของพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต การเดินทาง กล้อง CCTV และระบบเซ็นเซอร์จากอุปกรณ์ IoT มาทำการวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกในการประเมินและเรียนรู้พฤติกรรมของผู้คนในมิติต่างๆ เช่น พฤติกรรมการเดินทาง การเลือกร้านอาหาร การซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจในการลงทุนและการมองหาโอกาสทางธุรกิจ 

จากการศึกษาดูงานที่นี่ ช่วยให้ทราบว่า ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาไปสู่ “Smart City” ที่จะส่งผลให้องค์กรทั้งรัฐและเอกชน สามารถตัดสินใจและวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และนำมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดเป็นการสร้างกลยุทธ์ธุรกิจได้มากมาย บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย

จากนั้น พาไปสัมผัสประสบการณ์ Smart City ของจริงที่บริษัท “Industrial Internet Innovation Center (3IN)” ซึ่งตั้งอยู่ ณ เขตอุตสาหกรรมหลินกัง พื้นที่ที่รัฐบาลจีนกำหนดให้ทำการทดลอง Prototypes เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม และวางแผนพัฒนาให้เป็น Hi-Tech Cluster 

โดย 3IN เป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐเทียบเคียงกับ NECTEC ผู้สร้าง Platform เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัท เช่น Huawei, Tencent, Cisco ทั้งยังเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เช่น Fudan และ Shanghai Jiao Tong พัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Industrial Internet หรือ Industry 4.0 ในการกำหนดมาตรฐานของ IoT ของอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ที่ใช้ในโรงงาน 

ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ผู้ร่วมทริปได้สัมผัสกับความล้ำสมัยของนวัตกรรมเทคโนโลยี AI และ IoT ที่จับต้องได้ ที่เป็นผลผลิตของ 3IN ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไร้คนขับ โรงงานไร้แรงงานคน เครื่องบินและเรือที่ไร้คนขับ ท่าเรือที่ไม่มีคนงาน และการเกษตรกรรมที่ไม่ต้องใช้แรงงานคน เป็นต้น

หลังจากนั้น ได้พาไปเปิดโลกทัศน์การทำงานของ Robot และ AI สำหรับธุรกิจ ที่ “Xiao-I Co., Ltd.” ผู้นำการพัฒนาและที่ปรึกษาด้าน AI Solutions ให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ รวมถึง Robot สำหรับการให้บริการลูกค้า Chatbot สำหรับ Customer Services หุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่ตอบคำถามและให้บริการลูกค้า หุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วย หุ่นยนต์บริการในโรงแรมครบวงจร ตลอดจนหุ่นยนต์ผู้พิพากษาและแพทย์ ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ ในจีน ก็ได้เริ่มนำ AI และ Robot มาใช้ในการสร้างประสิทธิภาพในกระบวนการธุรกิจและลดต้นทุนแล้ว สอดรับกับรัฐบาลจีนที่มองว่า AI เป็นทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการทำธุรกิจตลอดจนการดำรงชีวิต และในอนาคตอันใกล้นี้ อาชีพที่เป็นการทำงานซ้ำหรือเป็นการแก้ปัญหาที่เคยมี Solutions อยู่แล้ว จะถูกแทนที่โดย AI และ Robot อย่างแน่นอน

จากนั้นดูนวัตกรรม AI ต่อเนื่องที่ “Deep Blue Technology (Shanghai) Co., Ltd.” ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา AI Solutions ลำดับต้นๆ ของประเทศจีน ก่อตั้งโดยกลุ่มของนักศึกษาปริญญาเอก 5 คน ซึ่งพัฒนา AI ให้กับหลากหลายธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยี Computer Vision, Autonomous Driving, Biological Intelligence และ Semantic Intelligence กับผลงานมากมาย อาทิเช่น รถบัสไร้คนขับ หุ่นยนต์ให้บริการลูกค้า หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย หุ่นยนต์ส่งของ หุ่นยนต์ดับเพลิง ตู้ขายสินค้าอัจฉริยะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบของธุรกิจและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าการจะพัฒนาเรื่องเหล่านี้ได้ ระบบการศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาขึ้นตามไปด้วย

จบที่ AI “กรุงศรี” ก็พาไปเรียนรู้การจัดการ Big Data ที่ “Transwarp Technology (Shanghai) Co., Ltd.” ซึ่งจัดว่าเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Hadoop สำหรับการจัดการ Big Data รายแรกของประเทศจีน โดยในส่วนนี้ทำให้ผู้ร่วมทริปเห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบการทำวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ในประเทศจีน ที่มีความมั่นคงและพร้อมสำหรับองค์กรในการสื่อสารโทรคมนาคม บริการทางการเงิน และภาครัฐ

พร้อมกับพาไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ “Starbucks Reserve Roastery สาขา เซียงไฮ้” ที่สวยและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นอกจากความอลังการของ Main Bar ที่ยาวกว่า 30 เมตร และ Roasting Area ที่โชว์การคั่วเมล็ดกาแฟอย่างเต็มระบบแล้ว จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการใช้เทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้บริการ ด้วย TAOBAO’s AR แสดงขั้นตอนการผลิตกาแฟให้ดูบนสมาร์ทโฟนแบบ Real Time พร้อมบริการอันทันสมัยแบบครบวงจร

ก่อนจะพาไปปิดท้ายที่ “HEMA Supermarket” ที่สร้างขึ้นโดย “Jack Ma” ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร Alibaba ธุรกิจ E-Commerce ชั้นนำระดับโลก ซูเปอร์มาร์เก็ตสุดไฮเทคแห่งนี้เกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปท์ “Smart Supermarket and Cashless Society by Alibaba” ที่ต้องการรวมการซื้อขายแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในรูปแบบ “New Retail” ค้าปลีกแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อข้อมูลไปสู่ลูกค้าได้แบบมีประสิทธิภาพ และสร้างความสะดวกแก่ลูกค้าในการจับจ่ายใช้สอย

โดยมีตัวกลางในการเชื่อมโยงคือ “แอพพลิเคชั่น Hema” บนสมาร์ทโฟน ที่เชื่อมต่อกับบัญชีลูกค้า Taobao หรือ Alipay เพื่อชำระค่าสินค้า ซึ่งสามารถสั่งของจากออนไลน์และมารับที่หน้าร้านได้ทันทีในเวลาไม่เกิน 30 นาที โดยมีบริการสินค้าหลากหลายในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว ผักสด ผลไม้ รวมถึงอาหารทะเลสดๆ เป็นๆ ก็มีพร้อมบริการ

แนวคิดอันล้ำสมัยนี้ นอกจากลูกค้าจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การใหม่ในซูเปอร์มาร์เก็ตไร้เงินสดแล้ว แอพพลิเคชั่น Hema ยังบริหารการรับชำระเงินได้มีประสิทธิภาพ มอบความสะดวกกับทั้งลูกค้าและทางร้านเป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือ Alibaba ได้ข้อมูลเชิงลึกถึงความต้องการของลูกค้ารายนั้นๆ ทันทีว่าคนไหนซื้ออะไร เมื่อไร สามารถส่งโปรโมชั่นเชิญชวนและแนะนำได้ตรงจุด 

ดูล้ำสมัยและก้าวล้ำหน้าประเทศไทยไปเกือบเสียหมด ซึ่งต่างก็มีคำถามว่าประเทศไทยจะมีโอกาสเป็นเช่นนี้ทั้งหมดได้เร็วแค่ไหน ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องนั่งนับวันรอดูกันไป

นอกเหนือจากประสบการณ์ คือ “เครือข่ายทางธุรกิจ”

ตลอดการเดินทางในครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ประสบการณ์จากการเยี่ยมชมบริษัทชั้นนำของนครเซี่ยงไฮ้ คือ การพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเจ้าของธุรกิจ รวมถึงผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อต่อยอดเครือข่ายทางธุรกิจทั้งระหว่างผู้ที่เข้าร่วมโครงการ หรือผู้ร่วมโครงการกับบริษัทชั้นนำในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถเชื่อมต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจให้กับลูกค้าได้ผ่านเครือข่ายที่แข็งแรงของธนาคาร 

เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่มากกว่าการเยี่ยมชมแต่คือการได้เห็นการทำงานจริงของบริษัทชั้นนำของประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของโลก เพื่อให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำความรู้ในช่วงเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ยุค Digital and Innovation ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นในประเทศของเรา ที่สร้างมาจากผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ก็ได้

สำหรับใครอยากเพิ่มเติมความรู้อื่นๆ ก็สามารถไปเช็คข้อมูลกันได้ที่ http://bit.ly/35Eb0cT กับบริการ Krungsri Business Empowerment ที่พร้อมให้ความรู้และเครือข่ายธุรกิจผ่านกิจกรรมสัมมนาความรู้ (Business Talk & Business Forum) บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทางอีเมล (Business Connect) กิจกรรมศึกษาดูงานต่างประเทศ สำรวจตลาด สร้างเครือข่าย (Business Journey) แพลตฟอร์มออนไลน์จับคู่ธุรกิจเพื่อ SME (Online Business Matching) รวมไปถึงกิจกรรมจับคู่ธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสเติบโตให้ลูกค้าธุรกิจไทย สู่ตลาดต่างประเทศ (Krungsri – MUFG Business Matching Fair) เป็นต้น