สสารขนาดเล็ก แต่เป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ก็คือ “ตะกอน” อันประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นทั้งปุ๋ยธรรมชาติและอาหารชั้นเลิศของปลาใหญ่น้อยในแม่น้ำโขง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นโจทย์ในการออกแบบเพื่อให้สิ่งล้ำค่าทางระบบนิเวศเช่นนี้ไหลผ่านไปสู่ท้ายน้ำได้อย่างสะดวก คงไว้ซึ่งความร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติเฉกเช่นที่เป็นมา
เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เป็นโครงการโรงไฟฟ้าแห่งแรกบนแม่น้ำโขงตอนล่าง จึงมีข้อกังวลและข้อห่วงใยจากประเทศท้ายน้ำในเรื่องของจำนวนปลา และการระบายตะกอนที่พัดพามากับน้ำในช่วงน้ำหลาก ที่อาจส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำโขง รัฐบาล สปป.ลาว จึงได้ทำงานร่วมกันกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) อย่างใกล้ชิด ในประเด็นข้อห่วงใยที่สำคัญ เช่น การพัฒนาระบบทางปลาผ่านแบบผสม และการระบายตะกอน เพื่อประโยชน์ด้านท้ายน้ำ 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม
บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ CKP ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้นำเสนอแผนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และแผนการโยกย้ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง จนได้รับความเห็นชอบจาก รัฐบาล สปป.ลาว ก่อนที่จะเริ่มก่อสร้าง

การออกแบบทางวิศวกรรมอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงดำเนินไปอย่างมุ่งมั่น ก่อเกิดโครงสร้างที่แข็งแรงของโรงไฟฟ้าที่มีความยาว 820 เมตร บนแม่น้ำโขงตอนล่าง “นายธนสักก์ ภูมิชัยเวช” ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้รับการออกแบบตามหลักมาตรฐานสากล โดยทางโครงการฯ นอกจากจะคำนึงถึงการผลิตไฟฟ้าและความปลอดภัยเป็นหลักแล้วแล้ว ยังคำนึงถึงด้านการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศในลำน้ำและปริมาณการไหลของกระแสน้ำในแม่น้ำโขงด้วย โดยได้ออกแบบระบบระบายตะกอน ระบบทางปลาผ่าน และระบบการเดินเรือ เพื่อป้องกันหลีกเลี่ยง และลดผลกระทบทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ได้มากที่สุด
“ทีมผู้ออกแบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อประเมินปริมาณและลักษณะของตะกอนต่างๆ ในลำน้ำ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบโครงสร้างประตูระบายตะกอนที่มีความแข็งแรงสูง และมีลักษณะเฉพาะ ส่งผลให้ตะกอนทุกชนิดทุกขนาดสามารถระบายผ่านโครงสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีไปได้ เสมือนว่าไม่มีสิ่งกีดขวาง เปรียบได้กับการไหลของกระแสน้ำตามธรรมธรรมชาติ สอดคล้องกับหลักการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายทดน้ำ (Run-of-River)”

นายธนสักก์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าว มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากต่างประเทศมาศึกษาเรื่องข้อมูลของตะกอนในลุ่มน้ำโขง โดยใช้เวลาในการทำงานอย่างละเอียดกว่า 1 ปี กระทั่งมีการดัดแปลงบานประตูของ ประตูระบายน้ำและระบายตะกอน หรือ Spillway/ Low level outlet จำนวน 11 บาน ที่นอกจากจะแข็งแรงแล้ว ยังมีลักษณะเฉพาะคือสามารถระบายตะกอนได้ทุกชนิด ทั้งตะกอนเบาที่แขวนลอยในน้ำ และตะกอนหนักที่ระดับท้องน้ำ กล่าวคือมีบานประตูระบาย และตะกอนเบา เรียกว่า Surface Gate จำนวน 7 บาน ขณะที่ระดับความลึกระดับท้องน้ำได้รับการออกแบบให้มีช่องประตูระบายน้ำและตะกอนหนัก จำนวน 4 บาน เรียกว่า Low Level Outlet เน้นย้ำความตั้งใจอย่างจริงแท้ในความคิดคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และธรรมชาติที่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน
“จากโครงสร้างของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีทั้งหมด ส่วนที่เป็นโรงไฟฟ้า หรือ Powerhouse คิดเป็นครึ่งหนึ่งของโครงสร้างหลัก คั่นกลางด้วยเกาะกลางน้ำ หรือ Intermediate Block ก่อนจะไปถึงพื้นที่ของ ประตูระบายน้ำ (Spillway) และ ประตูระบายตะกอน (Low Level Outlet) ที่ติดตั้งเรียงรายไว้ทั้งหมด 11 บาน ทำหน้าที่ระบายน้ำได้สูงสุด 47,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ช่วยลดความรุนแรงจากภัยธรรมชาติ และรักษาระดับน้ำเหนือโรงไฟฟ้าไว้ให้คงที่ในระดับ 275 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อประโยชน์ของการผลิตไฟฟ้า

“เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำลำคลองทั้งหลายที่เป็นสาขาของแม่น้ำโขงจะไหลมารวมกันพร้อมตะกอนจากต้นน้ำหากอัตราการไหลในแม่น้ำโขงต่ำกว่า 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำทั้งหมดจะระบายผ่านกังหันน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งตะกอนเบาที่แขวนลอยในน้ำก็จะผ่านออกไปได้ด้วย กรณีที่มีน้ำมามากเกิน 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกินความต้องการผลิตไฟฟ้า Spillway / Low Level Outlet จะมีหน้าที่ระบายน้ำส่วนเกินเพื่อรักษาสมดุลของปริมาณน้ำไหลเข้าให้เท่ากับน้ำไหลออก ซึ่งทั้งตะกอนเบา และตะกอนหนักจะถูกระบายไปพร้อมกับการระบายน้ำนี้ ประตูระบายน้ำจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลน้ำไหลเข้าให้เท่ากับน้ำไหลออก โดยอัตราความแรงของน้ำที่ออกจาก Spillway จะไหลลงสู่แอ่งสลายพลังงาน (Stilling Basin) ที่สร้างจากคอนกรีต ลดพลังงานของน้ำก่อนไหลลงสู่ลำน้ำต่อไปโดยไม่กัดเซาะตลิ่งท้ายน้ำ” ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม CKPower กล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งก่อนการก่อสร้าง ระหว่างการก่อสร้าง แม้แต่ภายหลังสิ้นสุดการก่อสร้าง และเข้าสู่ช่วงการดำเนินการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว ทาง CKPower ในฐานะผู้บริหารโรงไฟฟ้า ยังมีทีมวิศวกรสิ่งแวดล้อมคอยติดตามข้อมูลของแม่น้ำโขง ทั้งส่วนเหนือโรงไฟฟ้า และท้ายน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เพื่อ ติดตาม ศึกษาการระบายตะกอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้ เป็นบ่อเกิดของพลังงานสะอาดโดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

