“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” เป็นคำเตือนที่เราคุ้นหูกันดี แต่ในความเป็นจริงนั้น คำเตือนสำหรับผู้คิดจะลงทุนเล่นหุ้นมีมากถึง 11 ข้อ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครใส่คำเตือนทั้งหมดลงในสปอตโฆษณา
คำเตือนที่เรามักได้ยินกันจึงมีเพียง 2 หรือ 3 ข้อจากทั้งหมด
นักลงทุนรายย่อยควรศึกษาเรื่อง “คำเตือน” เป็นพิเศษ
ประเด็นสำคัญลำดับแรกคือ ความเสี่ยงในการไปลงทุนซื้อหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ของบริษัทใดก็ตาม ไม่สามารถพิจารณาจากผลประกอบการแต่เพียงอย่างเดียว
ที่ผ่านมา เคยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ที่เป็นดาวเด่นในตลาด Mai เมื่อปี 2554 ก่อนจะย้ายเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2557 และมีผลประกอบการเติบโตทุก ๆ ปี จนต่อมาได้ออกหุ้นกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและขยายธุรกิจ ซึ่งขายเกลี้ยงทั้งสองรอบ อีกทั้งตลอดหลายปีที่ดำเนินธุรกิจ ยังได้รับสินเชื่อจากธนาคารใหญ่ 4แห่ง รวมยอดสินเชื่อราว ๆ 2 หมื่นล้านบาท
พิจารณาเผิน ๆ คือ เป็นบริษัทที่น่าลงทุนเล่นหุ้นมาก
หากเรื่องราวกลับตาลปัตร เพราะพลันมีข่าวว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้สินเมื่อ พ.ศ. 2560 ทริสเรตติ้ง ก็หั่นเครดิตของบริษัทจาก BBB- เป็น D ทันที หุ้นร่วงติดฟลอร์
ตามมาด้วยข่าว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งถอนหุ้นบริษัทออกจากตลาด และธนาคารเจ้าหนี้ทั้ง 4 แห่งร่วมร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งขณะนี้คดียังอยู่ในมือของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ระหว่างรอกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งอาจยาวนานเป็น 5 ปี หรือ 10 ปี นักลงทุนรายย่อย ทั้งผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทนี้ และผู้ถือหุ้นกู้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เกษียณ แล้วเอาเงินเก็บมาลงทุนจนสิ้นเนื้อประดาตัว แม้จะยากลำบากขัดสนแค่ไหน ป่วยไข้มีเงินพอค่ารักษาหรือไม่ ก็ได้แต่ “รอ” เงินซึ่งเหมือน “หายไป” กับบริษัทนี้ โดยไม่รู้จะได้คืนวันไหน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ผู้บอบช้ำมากที่สุดก็มีแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อย ผู้ลงทุนในอนาคตจึงอาจต้องเตือนตัวเองในลักษณะเดียวกับคำเตือนข้างซองบุหรี่ ว่า “การลงทุนอาจทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางการเงิน

