นอกจากความสำเร็จด้านการบริหารจัดการขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง (อบต.) จ.นนทบุรี จะกลายเป็นต้นแบบให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ แล้ว อีกหนึ่งเรื่องราวของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ที่สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นเช่นเดียวกัน คือการบริหารจัดการน้ำ ที่ความร่วมมือกับกรมเจ้าท่า และกรมชลประทาน กำจัดผักตบชวาในพื้นที่คูคลองต่างๆ คืนความใสให้แหล่งน้ำธรรมชาติด้วยระบบบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพในชุมชน รวมถึงการจัดทำถังขยะเปียกและแปรรูปขยะเปียกในพื้นที่ชุมชนเมืองใหล้กลายเป็นน้ำหมักและปุ๋ย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร
ดร.วิเชียร เจริญนนทสิทธิ์ นายก อบต. บางบัวทอง กล่าวว่า พื้นที่ของบางบัวทอง เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่เมื่อชุมชนเมืองขยายตัว ปัจจุบันสัดส่วนของชุมชนจึงถูกแบ่งครึ่ง เป็นการอยู่ร่วมกันของคนรุ่นใหม่กับคนพื้นที่ดั้งเดิม “ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำแต่เดิมของ อบต.บางบัวทอง ก็คือ ผักตบชวาที่หนาแน่นในคูคลองต่างๆ จากการศึกษาดูงาน และทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษา ทำให้พัฒนาเกิดเป็นปุ๋ยผักตบชวาอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมด้านการเกษตร และเสิรมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน พร้อมกันนี้ยังนำโมเดลการจัดการดังกล่าวเข้าบรรจุเข้าในแผนการศึกษาของโรงเรียนสหศึกษาบางบัวทอง และสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง”

นายก อบต.บางบัวทอง ยังบอกอีกว่า การบริหารจัดการน้ำเสีย เป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ อบต.บางบัวทอง โดยก่อนหน้านี้ในชุมชนจะมีการร้องเรียนเรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียของหมู่บ้านอยู่บ้าง เนื่องจากมีการปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำของชุมชน ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง ได้เริ่มเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ เป็นความร่วมมือระหว่างองค์การจัดการน้ำเสีย กระทรวงมหาดไทย และจังหวัดนนทบุรี เพื่อเพิ่มคุณภาพและลดปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
“ในความร่วมมือนี้ อบต.เป็นผู้จัดหาที่ดิน ในขณะที่องค์การจัดการน้ำเสีย ออกแบบก่อสร้างด้วยงบประมาณ 33.8 ล้านบาท เป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่ออกแบบก่อสร้างใต้ดิน พื้นที่ด้านบนของระบบใช้เป็นพื้นที่สันทนาการ หรือสถานที่ออกกำลังกายสำหรับประชาชนในชุมชน เมื่อเรามีศูนย์การจัดการน้ำเสียตรงนี้ ชุมชนเกษตรจะได้ใช้ประโยชน์จากน้ำที่บำบัดแล้วคืนสู่ธรรมชาติ เป็นผลต่อเนื่องที่เราดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรกรได้ประโยชน์”

ด้าน นายปัณณพัฒน์ จันทร์เจริญสุข ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการน้ำเสีย 2 องค์การจัดการน้ำเสีย กระทรวงมหาดไทย ให้ข้อมูลว่า ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำแห่งนี้ สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สร้างประโยชน์ให้ชุมชนในพื้นที่กว่า 2,600 หลังคาเรือน โดยศูนย์ฯ จะรวบรวมน้ำเสียจากครัวเรือนเข้ามาบำบัดในระบบ ด้วยกรรมวิธีที่ได้มาตรฐาน ก่อนจะปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วคืนสู่แหล่งน้ำในธรรมชาติต่อไป
“น้ำที่บำบัดเรียบร้อยแล้ว จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ เมื่อเราบำบัดแล้วจะปล่อยลงสู่คลอง ขณะเดียวกันก็จะดึงน้ำที่บำบัดแล้วไปสู่กระบวนการผลิตน้ำสะอาด และวนกลับมาใช้ภายในโรงบำบัด ได้คุณภาพตามมาตรฐานน้ำทิ้งที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนด
“เรามีการควบคุมคุณภาพเป็นอย่างดี มีพนักงานผู้ปฏิบัติงานเป็นประจำ มีผู้เดินระบบและตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน และเคร่งครัด ข้อดีที่เกิดขึ้น นอกจากน้ำเสียจะไม่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรงแล้ว พื้นที่แห่งนี้ก็สามารถใช้ประโยชน์ให้ชุมชนได้ ชุมชนมีแหล่งสันทนาการแห่งใหม่ ซึ่งการออกแบบศูนย์บำบัดน้ำเสียของชุมชนขนาดเล็กให้อยู่ใต้ดินนั้น สามารถทำให้เกิดการยอมรับจากประชาชนทุกคน เพราะเป็นการใช้ประโยชน์จากสถานที่แห่งนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

นายปัณณพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างความตระหนักเรื่องทรัพยากรน้ำ และการปล่อยน้ำเสียจากครัวเรือน หน่วยงานท้องถิ่นและองค์การจัดการน้ำเสีย ต้องนำเสนอข้อมูลเสริมสร้างการรับรู้ให้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ เพราะการบำบัดน้ำเสียนั้น เป็นกระบวนการที่ปลายทาง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรจึงจะจัดการที่ต้นทางได้ จึงต้องเสริมสร้างความรู้ให้กับประชาชน ให้เขาเข้าใจ สามารถควบคุมหรือจัดการการบำบัดน้ำเสียในชีวิตประจำวัน จากครัวเรือนของเขาตั้งแต่ต้นทาง เท่านี้ก็ลดภาระให้กับปลายทาง ซึ่งก็คือระบบบำบัดน้ำเสียแห่งนี้ด้วย

