นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา
เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่” (กปท.) หรือ “กองทุนสุขภาพตำบล” เป็นกลไกลหนึ่งที่ร่วมแก้ไขปัญหาภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขได้ ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งป้องกันและควบคุมสถานการณ์โดยเร็ว หนึ่งในเจตนารมณ์ของการจัดตั้งกองทุนสุขภาพตำบลและกรอบการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ตามข้อ 10(5) ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ระบุว่าสามารถนำงบประมาณกองทุนฯ มาใช้ในการแก้ไขสถานการณ์นี้ได้
แม้ว่าตามประกาศหลักเกณฑ์ดำเนินงานกองทุนฯ นี้ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่การเดินหน้าโครงการได้ต้องได้รับการพิจารณาและเห็นชอบจาก “คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่” ซึ่งต้องใช้เวลา ประกอบกับมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมโรค ตาม พ.ร.ก.การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) อาจทำให้การอนุมัติโครงการยิ่งเกิดความล่าช้า ไม่ทันการณ์ ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ
ดังนั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ร่วมหาทางออกแก้ปัญหา โดยเสนอให้อำนาจแก่ประธานกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ในการอนุมัติโครงการหรือกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขกรณีเกิดการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อได้ตามความจำเป็นไม่เกิน 100,000 บาทต่อโครงการ โดยให้ถือว่าเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่คณะกรรมการกองทุนอนุมัติ และได้เสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่ได้เห็นชอบ และออกประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2563 รองรับ ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563
ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจและการดำเนินการที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการนำกลไกกองทุนสุขภาพตำบลมาขับเคลื่อนการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สปสช.ในฐานะหน่วยงานที่บริหารจัดการ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” รวมถึงกองทุนสุขภาพตำบลอยู่ภายใต้กองทุนนี้ ได้จัดการเสวนา “ใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นอย่างไร เพื่อช่วยต้านภัย “โควิด-19” อย่างมีประสิทธิภาพ” ผ่าน Facebook live เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. และนายธีรวุฒิ กลิ่นกุสุม นายกเทศมนตรีนครรังสิต ร่วมเสวนา เพื่อร่วมชี้แจงหลักเกณฑ์และสร้างความมั่นใจให้กับท้องถิ่น
ผลการดำเนินงานของ อปท.ที่ได้เห็นความสำคัญของกองทุนสุขภาพตำบลในการช่วยแก้ไขปัญหาโรคระบาด ส่งผลให้เพียงช่วงระยะเวลา 3 เดือน มี อปท. ทั้งเทศบาลและ อบต. จำนวน 3,904 แห่ง ใช้กลไกเป็นเครื่องมือหนึ่งร่วมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดเชิงรุกในพื้นที่ โดยมีจำนวนถึง 10,107 โครงการ (ข้อมูล 7 พ.ค. 63) อาทิ โครงการจัดทำหน้ากากผ้าและหน้ากากปกป้องละอองฝอย (Face Shield) เพื่อมอบให้ชาวบ้าน โครงการจัดซื้อหน้ากากอนามัยและเครื่องตรวจวัดไข้เพื่อคัดกรองผู้ติดเชื้อ โครงการติดตามเยี่ยมบ้านค้นหากลุ่มเสี่ยง โครงการจัดตั้งจุดคัดกรองโควิด19 ในพื้นที่เสี่ยง โครงการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในมาตรการป้องกันและความควบคุมการแพร่ระบาดโควิด19 และโครงการติดตามกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงโควิด19 เป็นต้น
ทั้งนี้โครงการเหล่านี้ได้กระจายลงสู่ถึงพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมประสานกับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด19 ที่เป็นมาตรการหลักของรัฐบาล และการเฝ้าระวังติดตาม ค้นหา และรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้ออย่างเข้มข้นของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้จำนวนผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโควิด19 รายใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ศักยภาพของกองทุนสุขภาพตำบล
สำหรับกองทุนสุขภาพตำบลได้เริ่มต้นในปี 2549 ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จัดตั้งตามมาตรา13(3) มาตรา 18(4) (8) (9) และมาตรา 47 เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือกับ อปท.ทั่วประเทศ สร้างส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค พร้อมดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็น และตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากปีเริ่มต้นที่มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล 888 แห่ง ร่วมนำร่องดำเนินการและสมทบงบประมาณสู่กองทุน ซึ่งได้ขยายผลจนถึงปัจจุบันมี อปท.เข้าร่วมถึง 7,740 แห่ง หรือเกือบทั้งประเทศ
นอกจากการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด 19 แล้ว ก่อนหน้านี้กองทุนสุขภาพตำบลได้ดูแลสุขภาพประชาชนอย่างมากมาย ร่วมแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ตามความเหมาะสม จากการมีส่วนร่วมของ อปท. หน่วยบริการ และความร่วมมือของชาวบ้านในพื้นที่ที่เป็นหัวใจสำคัญ อาทิ โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ โครงการอาสาสมัครฟื้นฟูผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โครงการการเฝ้าระวัง คัดกรอง พัฒนาการเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน โครงการประเมินภาวะโภชนาการและแก้ไขปัญหาภาวะโภชนาการในเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน โครงการว่ายน้ำเป็นเล่นน้ำปลอดภัย โครงการฝึกอบรมความรู้ เติมความรัก มอบความรู้ ต่อสู้ยาเสพติด โครงการ สงเคราะห์ผู้สูงวัย ใส่ใจผู้ด้อยโอกาสและคนไร้ที่พึ่ง โครงการควบคุมไข้เลือดออกเชิงรุกในชุมชนและโรงเรียน โครงการคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม โครงการให้ความรู้และตรวจสุขภาพประชาชนกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน-โรคความดันโลหิตสูง และโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัยยิ้มสดใสห่างไกลฟันผุ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นรากฐานระบบสาธารณสุขไทย โดยมีบทบาทเชื่อมต่อกองทุนสุขภาพตำบลกับงานสุขภาพชุมชนในพื้นที่ และมีหลากหลายโครงการที่ อสม.เป็นผู้เสนอและดำเนินโครงการ
ผลงานที่ปรากฏเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ได้ดี ถึงศักยภาพ “กองทุนสุขภาพตำบล” พลังร่วมสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ รวมถึงบทบาทด้านการป้องกันและควบคุมโรค แม้ในยามที่ประเทศเผชิญภาวะวิกฤติสาธารณสุขตาม อันเป็นแนวทางร่วมสนับสนุนระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

