ทองจะแพงสุดในรอบ 8 ปีก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะแค่เพียง 10 บาทก็เริ่มต้นออมทองได้ ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก YLG ผ่าน www.ylggoldsaving.com ชูจุดเด่นใช้เงินลงทุนน้อย ออมทองคำได้ด้วยราคาแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เลือกได้ว่าสะสมทองคำไปจนครบจำนวนแล้วไถ่ถอนนำทองคำกลับไป หรือ ขายทำกำไรโดยไม่มีกำหนดขั้นต่ำ ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ออมสามารถออกแบบโปรแกรมออมทอง ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนทองคำของตนเองได้ผ่านระบบออนไลน์ พร้อมบริการส่งทองคำฟรีถึงบ้านสำหรับผู้ที่ต้องการขายทองคำเมื่อออมได้ครบจำนวนแล้ว สะดวกสบาย ปลอดภัยเข้ากับ New Normal ในยุค “COVID-19”
ไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักของทองคำ นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินในปี 2008 ก็เกิดภาวะตื่นทองทำให้พฤติกรรมการบริโภคทองคำของคนไทยที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่ซื้อทองในฐานะเครื่องประดับและเพื่อออมเงินในระยะยาวกลับกลายมาเป็นการลงทุนระยะสั้นและการเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ทำให้ตัวเลขอุปสงค์หรือปริมาณความต้องการบริโภคทองคำของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชียตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
เพราะทองคำเป็นที่นิยมอย่างมาก ดังนั้นในประเทศไทยจึงมีรูปแบบ การลงทุนทองคำมากมายให้ได้เลือก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อทองรูปพรรณ ที่นอกจากนักลงทุนจะสามารถเลือกซื้อทองรูปพรรณตามน้ำหนักที่ต้องการได้แล้ว ยังได้กำไรจากทั้งราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นและได้กำไรในแง่ของการได้สวมใส่ แต่ก็จะมีข้อจำกัด คือ มีต้นทุนที่เป็นค่ากำเหน็จเพิ่มเติมเข้ามา รวมไปถึงการลงทุนทองคำผ่านตลาดอนุพันธ์(TFEX) อาทิ Gold Futures, Gold online และ Gold-D ซึ่งมีข้อดี คือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าเพราะเป็นลักษณะของการวางหลักประกัน และเป็นเครื่องมือที่ดีเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนทองคำ แต่ก็มีข้อจำกัด คือ ไม่ได้ถือครองทองคำจริง ขณะที่สัญญาอนุพันธ์มีวันหมดอายุ และมีความเสี่ยงสูงกว่าจึงต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ทองคำแท่ง เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในหมู่นักลงทุนทองคำ เพราะมีข้อดี คือ ไม่มีค่ากำเหน็จและได้ถือทองคำจริง แต่การลงทุนทองคำแท่งในอดีตจะมีข้อจำกัดในแง่ของการเก็บรักษาและต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีทองคำแท่งที่มีน้ำหนักทองคำให้เลือกมากมาย เริ่มต้นตั้งแต่ 1 สลึงไปจนถึงทองสวิสน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ทำให้นักลงทุนทองคำแท่งของไทยสามารถเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับเงินลงทุนที่ตนเองมีได้ ที่สำคัญนักลงทุนทองคำแท่งสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชม. ตามราคาในตลาดโลกผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ยังสามารถฝากทองคำไว้กับผู้ขายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย จึงถือว่าการลงทุนทองคำแท่งในบ้านเรามีข้อจำกัดน้อยลงกว่าในอดีต
แม้ข้อจำกัดในการลงทุนทองคำจะลดลงจากในอดีต แต่การจะซื้อหาหรือลงทุนทองคำยังต้องใช้เงินลงทุนมากพอสมควร เห็นได้จากปีนี้ที่ราคาทองปรับขึ้นอย่างมาก และเป็นหนึ่งสินทรัพย์เพียงไม่กี่อย่างที่ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวก นับตั้งต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน(วันที่ 12 มิ.ย.) ทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น 207.39 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ +13.66% จากราคาเปิด 1,517.71 สู่ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่ระดับ 1,725.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำในประเทศก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยปรับตัวสูงขึ้น 3,750 บาทต่อบาททองคำ หรือ +17.32% จากราคาเปิดที่ 21,650 บาทต่อบาททองคำ สู่ระดับ 25,400 บาทต่อบาททองคำ หลังจากพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 8 ปีบริเวณ 26,600 บาทต่อบาททองคำในเดือนพ.ค.
เพื่อขจัดข้อจำกัดด้านการลงทุน YLG จึงได้ออกโปรแกรมออมทอง หรือ YLG GOLDSAVING ที่เหมาะสำหรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพราะสามารถเริ่มต้นออมทองได้เพียงครั้งละ 10 บาท จุดเด่นที่สำคัญ คือ ผู้ออมสามารถกำหนดราคาในการเข้าซื้อทองคำได้เองจากการดูราคาเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ และสามารถเข้ามาซื้อทองคำในรูปแบบการออมทองได้ในราคาที่ต้องการตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ซื้อสามารถซื้อขายได้ทุกระดับราคาไม่ว่าจะสะสมได้เท่าไหร่ก็สามารถขายได้ แต่หากต้องการได้รับทองคำเก็บไว้ผู้ออมจะต้องสะสมทองคำไปจนครบจำนวน 1 สลึง จึงจะสามารถไถ่ถอนนำทองคำกลับไป หรือ จะออมต่อเนื่องเพื่อสะสมความมั่งคั่งก็สามารถทำได้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถออกแบบโปรแกรมออมทอง ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนทองคำของตนเองได้ โดยเลือกได้ว่าในแต่ละเดือนจะเข้ามาออมกี่ครั้ง และสามารถปรับจำนวนเงินออมแต่ละเดือนได้เองผ่านระบบออนไลน์ https://www.ylggoldsaving.com/
ขณะที่ราคาทองคำในปีนี้ยังมีแนวโน้มสดใสท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนราคาทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่สภาวะถดถอยหลังการระบาดของ COVID-19 ซึ่งกระตุ้นให้รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางการเงินและการคลัง นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.00-0.25% ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยพร้อมดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) แบบไม่จำกัดวงเงิน นอกจากนี้ การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังจากรัฐบาลประเทศต่างๆยังส่งผลให้เกิดการขาดดุลงบประมาณมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะยาวเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น สงครามการค้าสหรัฐจีนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ แม้ทั้ง 2 ประเทศจะลงนามในข้อตกลงการค้าเฟส 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การระบาดของ COVID-19 มีแนวโน้มกระทบกับแผนการของจีนในการเข้าซื้อสินค้าและบริการของสหรัฐตามข้อตกลงการค้าเฟส 1 ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับภาพรวมของการเจรจาการค้ามากขึ้น บวกรวมกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนและอิหร่าน รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.ปีนี้ ปัจจัยที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนหันเข้ามาถือครองทองคำมากขึ้น สะท้อนการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 3,510 ตันในช่วงสิ้นเดือนพ.ค. และจะเป็นแรงหนุนส่งสำคัญสำหรับราคาทองคำตลอดปี 2020
อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าเมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้บริเวณระดับสูงสุดของปีนี้ ก็มักจะมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาทุกครั้ง ดังนั้น YLG จึงยังคงแนะนำให้นักลงทุนแบ่งออกคำออกขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดของปีนี้ บริเวณ 1,765-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 25,850-25,700 บาทต่อบาททองคำ หากผ่านได้ค่อยถือต่อ ไปรอขายบริเวณแนวต้านโซน 1,788-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 26,350-26,450 บาท ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของช่วงเดือน ก.พ. ,ก.ย. และ ต.ค. 2555 ขณะที่การเข้าซื้อ อาจรอราคามีการปรับตัวลดลงและไม่หลุดแนวรับ เบื้องต้นคาดการณ์แนวรับแรกบริเวณ 1,680-1,657 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 24,700-24,400 บาทต่อบาททองคำ ที่สำคัญนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อพร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนประกอบการลงทุนทุกครั้ง
นักลงทุนที่สนใจสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ www.ylggoldsaving.com แล้วเริ่มต้นออมทองได้ทันที หรือ โทรเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ 02-687-9888

