มีเงิน 10 บาทก็ออมทองได้กับ YLG Gold Saving

19.06.20 | 06:00 น.

ทองจะแพงสุดในรอบ 8 ปีก็ไม่ใช่ปัญหา  เพราะแค่เพียง 10 บาทก็เริ่มต้นออมทองได้  ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก YLG ผ่าน  www.ylggoldsaving.com  ชูจุดเด่นใช้เงินลงทุนน้อย  ออมทองคำได้ด้วยราคาแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง  เลือกได้ว่าสะสมทองคำไปจนครบจำนวนแล้วไถ่ถอนนำทองคำกลับไป หรือ ขายทำกำไรโดยไม่มีกำหนดขั้นต่ำ  ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ออมสามารถออกแบบโปรแกรมออมทอง ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนทองคำของตนเองได้ผ่านระบบออนไลน์  พร้อมบริการส่งทองคำฟรีถึงบ้านสำหรับผู้ที่ต้องการขายทองคำเมื่อออมได้ครบจำนวนแล้ว สะดวกสบาย ปลอดภัยเข้ากับ New Normal ในยุค “COVID-19”  

ไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักของทองคำ   นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินในปี 2008  ก็เกิดภาวะตื่นทองทำให้พฤติกรรมการบริโภคทองคำของคนไทยที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่ซื้อทองในฐานะเครื่องประดับและเพื่อออมเงินในระยะยาวกลับกลายมาเป็นการลงทุนระยะสั้นและการเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคา  ทำให้ตัวเลขอุปสงค์หรือปริมาณความต้องการบริโภคทองคำของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชียตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

เพราะทองคำเป็นที่นิยมอย่างมาก  ดังนั้นในประเทศไทยจึงมีรูปแบบ การลงทุนทองคำมากมายให้ได้เลือก  ไม่ว่าจะเป็นการซื้อทองรูปพรรณ  ที่นอกจากนักลงทุนจะสามารถเลือกซื้อทองรูปพรรณตามน้ำหนักที่ต้องการได้แล้ว  ยังได้กำไรจากทั้งราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นและได้กำไรในแง่ของการได้สวมใส่ แต่ก็จะมีข้อจำกัด  คือ  มีต้นทุนที่เป็นค่ากำเหน็จเพิ่มเติมเข้ามา  รวมไปถึงการลงทุนทองคำผ่านตลาดอนุพันธ์(TFEX)  อาทิ  Gold Futures, Gold online และ Gold-D  ซึ่งมีข้อดี  คือ  ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าเพราะเป็นลักษณะของการวางหลักประกัน  และเป็นเครื่องมือที่ดีเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนทองคำ  แต่ก็มีข้อจำกัด  คือ  ไม่ได้ถือครองทองคำจริง  ขณะที่สัญญาอนุพันธ์มีวันหมดอายุ และมีความเสี่ยงสูงกว่าจึงต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ทองคำแท่ง  เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในหมู่นักลงทุนทองคำ  เพราะมีข้อดี  คือ  ไม่มีค่ากำเหน็จและได้ถือทองคำจริง  แต่การลงทุนทองคำแท่งในอดีตจะมีข้อจำกัดในแง่ของการเก็บรักษาและต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก  อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีทองคำแท่งที่มีน้ำหนักทองคำให้เลือกมากมาย  เริ่มต้นตั้งแต่ 1 สลึงไปจนถึงทองสวิสน้ำหนัก 1 กิโลกรัม  ทำให้นักลงทุนทองคำแท่งของไทยสามารถเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับเงินลงทุนที่ตนเองมีได้  ที่สำคัญนักลงทุนทองคำแท่งสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชม. ตามราคาในตลาดโลกผ่านระบบออนไลน์  นอกจากนี้ยังสามารถฝากทองคำไว้กับผู้ขายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย  จึงถือว่าการลงทุนทองคำแท่งในบ้านเรามีข้อจำกัดน้อยลงกว่าในอดีต

แม้ข้อจำกัดในการลงทุนทองคำจะลดลงจากในอดีต  แต่การจะซื้อหาหรือลงทุนทองคำยังต้องใช้เงินลงทุนมากพอสมควร  เห็นได้จากปีนี้ที่ราคาทองปรับขึ้นอย่างมาก  และเป็นหนึ่งสินทรัพย์เพียงไม่กี่อย่างที่ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวก  นับตั้งต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน(วันที่ 12 มิ.ย.) ทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น 207.39 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ +13.66% จากราคาเปิด 1,517.71 สู่ดอลลาร์ต่อออนซ์  สู่ระดับ 1,725.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านราคาทองคำในประเทศก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน  โดยปรับตัวสูงขึ้น 3,750 บาทต่อบาททองคำ  หรือ +17.32% จากราคาเปิดที่ 21,650 บาทต่อบาททองคำ  สู่ระดับ 25,400 บาทต่อบาททองคำ  หลังจากพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 8 ปีบริเวณ 26,600 บาทต่อบาททองคำในเดือนพ.ค.

Advertisement

เพื่อขจัดข้อจำกัดด้านการลงทุน  YLG จึงได้ออกโปรแกรมออมทอง หรือ YLG GOLDSAVING ที่เหมาะสำหรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง  เพราะสามารถเริ่มต้นออมทองได้เพียงครั้งละ 10 บาท  จุดเด่นที่สำคัญ  คือ  ผู้ออมสามารถกำหนดราคาในการเข้าซื้อทองคำได้เองจากการดูราคาเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ และสามารถเข้ามาซื้อทองคำในรูปแบบการออมทองได้ในราคาที่ต้องการตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ซื้อสามารถซื้อขายได้ทุกระดับราคาไม่ว่าจะสะสมได้เท่าไหร่ก็สามารถขายได้ แต่หากต้องการได้รับทองคำเก็บไว้ผู้ออมจะต้องสะสมทองคำไปจนครบจำนวน 1 สลึง จึงจะสามารถไถ่ถอนนำทองคำกลับไป หรือ จะออมต่อเนื่องเพื่อสะสมความมั่งคั่งก็สามารถทำได้  นอกจากนี้  นักลงทุนยังสามารถออกแบบโปรแกรมออมทอง ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนทองคำของตนเองได้  โดยเลือกได้ว่าในแต่ละเดือนจะเข้ามาออมกี่ครั้ง  และสามารถปรับจำนวนเงินออมแต่ละเดือนได้เองผ่านระบบออนไลน์  https://www.ylggoldsaving.com/ 

ขณะที่ราคาทองคำในปีนี้ยังมีแนวโน้มสดใสท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนราคาทองคำ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่สภาวะถดถอยหลังการระบาดของ COVID-19   ซึ่งกระตุ้นให้รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางการเงินและการคลัง    นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.00-0.25% ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยพร้อมดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) แบบไม่จำกัดวงเงิน  นอกจากนี้  การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังจากรัฐบาลประเทศต่างๆยังส่งผลให้เกิดการขาดดุลงบประมาณมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะยาวเช่นกัน  

ไม่เพียงเท่านั้น  สงครามการค้าสหรัฐจีนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ  แม้ทั้ง 2 ประเทศจะลงนามในข้อตกลงการค้าเฟส 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แต่การระบาดของ COVID-19 มีแนวโน้มกระทบกับแผนการของจีนในการเข้าซื้อสินค้าและบริการของสหรัฐตามข้อตกลงการค้าเฟส 1 ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับภาพรวมของการเจรจาการค้ามากขึ้น  บวกรวมกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์  ทั้งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนและอิหร่าน  รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.ปีนี้  ปัจจัยที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนหันเข้ามาถือครองทองคำมากขึ้น  สะท้อนการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 3,510 ตันในช่วงสิ้นเดือนพ.ค. และจะเป็นแรงหนุนส่งสำคัญสำหรับราคาทองคำตลอดปี 2020 

อย่างไรก็ดี  จะเห็นได้ว่าเมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้บริเวณระดับสูงสุดของปีนี้  ก็มักจะมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาทุกครั้ง  ดังนั้น YLG จึงยังคงแนะนำให้นักลงทุนแบ่งออกคำออกขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดของปีนี้  บริเวณ 1,765-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ 25,850-25,700 บาทต่อบาททองคำ หากผ่านได้ค่อยถือต่อ ไปรอขายบริเวณแนวต้านโซน 1,788-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 26,350-26,450 บาท ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของช่วงเดือน ก.พ. ,ก.ย. และ ต.ค. 2555 ขณะที่การเข้าซื้อ  อาจรอราคามีการปรับตัวลดลงและไม่หลุดแนวรับ  เบื้องต้นคาดการณ์แนวรับแรกบริเวณ  1,680-1,657 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ  24,700-24,400 บาทต่อบาททองคำ  ที่สำคัญนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อพร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนประกอบการลงทุนทุกครั้ง 

นักลงทุนที่สนใจสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์  www.ylggoldsaving.com  แล้วเริ่มต้นออมทองได้ทันที  หรือ  โทรเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ 02-687-9888