โรคโควิด-19 แพร่ระบาด ท่องเที่ยวไทยหยุดชะงัก คนในอุตสาหกรรมกว่า 4 ล้านคนเผชิญวิกฤต ททท.เร่งเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นทางการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เมื่อวันที่ฟ้าเปิดสดใส การท่องเที่ยวไทยจะกลับมาฟื้นคืนอีกครั้ง
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวภายในงานสัมมนา ‘ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า’ ว่า การท่องเที่ยวไทยในช่วง 6 เดือนแรก มกราคม-มิถุนายน มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 6.69 ล้านคน ลดลงจากปี 2562 ประมาณ 60% โดยคาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะอยู่ที่ 7 ล้านคน แต่หากมีการคลายล็อกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวในประเทศไทย จำนวนนักท่องเที่ยวอาจจะกลับไปถึง 9 ล้านคน

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มที่ดี พบว่าในช่วง 6 เดือนแรก มีนักท่องเที่ยวสะสมรวม 54.5 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น สำหรับรายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.23 ล้านล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวยังไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ประเทศไทยยังไม่สามารถเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างเสรีได้ ททท. จึงได้ดำเนินการสร้างภาพลักษณ์ทางการตลาด เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็น Top of Mind (ที่หนึ่งในใจ) เป็น Trusted Destination (จุดหมายปลายทางที่เชื่อมั่นได้) ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ด้วยมาตรฐาน SHA (Amazing Thailand Safety & Health Administration) ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยที่เป็นมาตรฐาน โดยส่งสารนี้ไปยังสำนักงานสาขา 45 สาขาในประเทศ และ 29 สาขาในต่างประเทศ

“SHA คือการบริการจัดการ ด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย มาตรฐาน มาตรการทางสาธารณสุขที่เป๊ะและแน่นอน แล้วในต่างประเทศได้รับการตอบรับที่ดีมาก ๆ หลายประเทศเริ่มทำตามเรา ตอนนี้เราเริ่มเป็นประเทศที่ได้รับความมั่นใจ อย่างประเทศจีนเขาร้องขอมาตลอดเมื่อไหร่คุณจะเปิดประเทศ เขาอยากมาแล้วในหลาย ๆ ที่ เราคาดหวังว่าสัญลักษณ์ SHA จะยืนยง เพราะตราบใดก็แล้วแต่การเดินทางการท่องเที่ยว สุขอนามัย ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคโควิด-19 หรือโรคอื่น ๆ เราก็ต้องมีสิ่งนี้ติดไว้ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยเป็น Trusted Destination”
ด้วยสถานการณ์ในปีนี้ ทาง ททท.ได้ดำเนินการตามแนวทางและแผนการดำเนินงาน ใน 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 (Lockdown Exit) คือ Rebuild, Rebalance, Refresh เตรียมความพร้อมซ่อมสร้างอุปทานสื่อสารให้คิดถึง
ระยะที่ 2 (Selective Open) คือ Reboot เร่งการท่องเที่ยวในประเทศ เปิดเมือง เปิดประเทศอย่างจำกัดสำหรับต่างชาติ
ระยะที่ 3 (Extensive Open) คือ Rebound เปิดเมือง เปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

“ระยะที่ 1 เรามีการ Rebuild, Rebalance, Refresh เราพยายามทำให้เห็น ประเทศไทยเราเป็น Thailand Trusted Destination เรามีเรื่องของ SHA, Go digital, Reskill Upskill การเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการหรือไกด์นำเที่ยว Rebalance ให้เป็นการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบ เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน Refresh อาทิ โครงการกำลังใจ การที่เราสื่อสารกำลังใจไปยังต่างประเทศ หรือแม้แต่การโปรโมทการท่องเที่ยวในประเทศ นักท่องเที่ยวไทยคิดถึงยังไงแล้วไปให้ถึง”
นอกจากนี้ด้วยวิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) สำหรับในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็มีแนวปฏิบัติเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการท่องเที่ยวไปได้ด้วยดี ด้วยประโยค Best is the Best ความดีที่สุด คือสิ่งที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่ B-Booking (in Advance) E-Environmental (Enthusiast) S-Safety (Come rest) และ T-Technology (Enhance Tourist Experience)
“Booking คือลดความแออัด จะพูดว่า Economy of scale ก็คงจะพูดไม่ได้แล้ว เอาคนเยอะ ๆ มาเพื่อเพิ่ม Margin แล้วมีกำไรเยอะ ๆ เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการมี Booking คุณได้รู้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาใช้บริการ คุณจะได้บริหาร Margin ของคุณได้”
“Environmental ในส่วนของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ตอนนี้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไม่เพียงพอ ต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง สังคมและเศรษฐกิจ”
“Safety ส่วนที่เพิ่มขึ้นของ New normal เราคงไม่ได้พูดเรื่องของความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินอย่างเดียวแล้ว แต่รวมไปถึงความปลอดภัยในสุขอนามัย และตัวสุดท้าย”
“Technology ที่ทุกคนรู้ดีว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจะปรับตัวเข้ามาสู่ยุคเทคโนโลยีแน่นอน ส่วนภาครัฐจะเป็น Technology facilitator ให้กับผู้ประกอบการ”
“ลดความแออัด คัดกรองทุกจุดเสี่ยง เลี่ยงการสัมผัส แล้วททท. จะพานักท่องเที่ยว ไปเยี่ยมที่สถานประกอบการของท่านค่ะ” น.ส.ฐาปนีย์ ทิ้งท้าย

