ส่งท้ายเฮลท์แคร์ 2020 รพ.เวชธานี ชวนคนไทยใส่ใจ “ภัยเงียบความอ้วน”

6.09.20 | 23:07 น.

ในยุคที่หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ แต่ก็มีคนอีกหลายกลุ่มที่ยังสนุกสนานกับการกิน และอาจยังไม่มีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย วันสุดท้ายของงาน HEALTHCARE 2020: สุขภาพดี วิถีใหม่ ใจชนะ บนเวทีเฮลท์ ฟอรั่ม ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเวชธานี จึงมาร่วมแบ่งปันสาระความรู้และประสบการณ์อันน่าสนใจ ในหัวข้อ “ภัยเงียบที่มากับความอ้วน” เพื่อสร้างความตระหนักให้คนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพ

นท.นพ. บุญเลิศ อิมราพร อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร กล่าวว่า ภาวะโรคอ้วน เป็นโรคที่พบเพิ่มขึ้นทุกปี แต่คนไทยไม่ค่อยสนใจ เพราะคิดว่าส่งผลแค่ในแง่ของความงาม ไม่ได้สนใจว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนตามมา จนทำให้คนไทยมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศมาเลเซีย พบประมาณ 32.2% จากประชากรทั้งหมด ประกอบกับปัจจุบันคนทไยมีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ เร่งกิน เร่งทำเดินทาง เร่งใช้ชีวิต จึงทำให้เป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น

คำจำกัดความของคนอ้วน คือ คนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน คำนวณค่า ดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 25 ขึ้นไป โดยคำนวณจาก = น้ำหนักตัว[Kg] / (ส่วนสูง[m] ยกกำลังสอง) แต่ในบางกรณีคนที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานอาจไม่ได้เป็นคนอ้วนเสมอไป เพราะอาจหนักกล้ามเนื้อหรือกระดูก ดังนั้นควรดูจากปริมาณไขมัน (%Fat) ควบคู่กันไปด้วย รวมทั้งการวัดเส้นรอบพุง ถ้าในผู้ชายมากกว่า 35.5 นิ้ว หรือ 90 ซม. หรือผู้หญิง 80 ซม. หรือ 31.5 นิ้ว ก็ถือว่าเป้นโรคอ้วนลงพุง หรือเทียบดูได้ระหว่างเส้นรอบเอวกับเส้นรอบสะโพก ถ้าผู้ชายมากกว่า 1 หรือผู้หญิงมากกว่า 0.8 นี่ก็ถือว่าอ้วนลงพุง สำคัญคือต้องวัดตรงสะดือ โดยโรคอ้วนสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย แบ่งได้เป็นอ้วนทั้งตัว และอ้วนเฉพาะส่วน แต่มักจะเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากฮอร์โมนและไลฟ์สไตล์ 

ซึ่งความน่ากลัวอยู่ที่โรคอ้วน ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ปวดข้อ ปวดเข่า ปวดกล้ามเนื้อ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือโรคนอนกรน เป็นภัยเงียบซ่อนเร้นที่น่ากลัว รวมถึงมะเร็ง โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจชี้ว่าคนอ้วนเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้มากกว่าคนปกติ เช่น มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร การลดน้ำหนักจึงมีความสำคัญ ควรตั้งเป้าการลดน้ำหนักตัวไว้ที่ 5-10% 

Advertisement

สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ ปรับพฤติกรรม เน้นเรื่องอาหาร มีสติก่อนกิน นับแคลอรี่ต่อวัน ให้กินเข้าไปน้อยกว่าเอาออก รวมถึงออกกำลังกาย ในส่วนของผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือมีภาวะโรคอ้วนมาก ๆ จนไม่สามารถลดด้วยการคุมอาหารได้ ก็มีตัวช่วยว่าที่ปลอดภัย ได้แก่ การใช้ยา ใส่บอลลูน และผ่าตัด 

ในส่วนของการใช้ยา คือ ใช้ยาที่ได้รับการรองรับจากอย.และสถาบันทั่วโลก ได้แก่ 1.Phentermine ยาเม็ดแคปซูล ช่วยระงับความอยาก 2. Orlistat เป็นยายับยั้งการดูดซึมไขมันเข้าสู่ลำไส้ 3. Liraglutide 3.0 mg เป็นปากกาฉีดฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่ช่วยให้เราอิ่ม เดิมเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายจะหลังเมื่ออิ่ม แต่อันนี้เป็นการปรับโครงสร้างฮอร์โมนให้สามารถออกฤทธิ์ได้ถึง 13 ชั่วโมง แต่จำเป็นต้องฉีดทุกวันตอนเช้า แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แต่ตัวสุดท้ายจะให้ผลดีสุดคือลดน้ำหนักได้มากถึง 10% เมื่อเลิกใช้ก็จะไม่โยโย่ น้ำหนักไม่เด้งกลับ เพราะไม่กดประสาท ไม่มีผลต่ออารมณ์และการนอน สามารถใช้ต่อเนื่องได้นานสุดถึง 3 ปี  

การทำบอลลูนกระเพาะอาหาร เป็นการทำให้พื้นที่ในกระเพาะอาหารลดลง ด้วยการส่องกล้องเข้าไปวางบอลลูน ทำให้กระเพาะลดพื้นที่เหลือประมาณ 20-30% ช่วยให้กินน้อยลง แคลอรี่ และน้ำหนักจะลดลงไปตามสัดส่วน เป็นวิธีที่ปลอดภัย เมื่อครบปีก็เอาบอลลูนออกได้ กระเพาะจะกลับสู่สภาพเดิมก็เหมือนเดิม ประสิทธิภาพคือลดน้ำหนักได้สูงสุดถึง 24 กิโลต่อปี 

สุดท้ายคือการผ่าตัด มีหลายแบบเช่น ผ่าตัดกระเพาะ หรือทำบายพาส คือตัดกระเพาะออกไปเลย แล้วเอาลำไส้เล็กมาต่อ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถลดน้ำหนักได้สูงสุดถึง 40-50 กิโลกรัมต่อปี แต่กระเพาะอาหารจะไม่สามารถคืนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การขาดวิตามิน ธาตุเหล็ก สารอาหาร เราจึงจะเก็บผ่าตัดไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย สำหรับคนที่อ้วนมาก ๆ จนไม่สามารถขยับตัวได้แล้ว 

“ส่วนใหญ่ความนิยมในสังคม เวลาเป็นโรคอ้วนมักไปคลินิก ไปหาความงาม ซึ่งจริง ๆ แล้วภาวะอ้วน มันเป็นโรค เราเป็นผู้ป่วย ต้องหาโรงพยาบาล ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยง อ้วนมาก ควรไปพบแพทย์ เพราะเราจะได้เจอกับแพทย์ที่มีความรู้หลาย ๆ มุมมอง เฉพาะทางมากกว่า”

ด้าน พญ.ทรายด้า บูรณสิน อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.เวชธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคหลอดเลือดหัวใจ มีมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว และในปัจจุบันนี้กลายเป็นโรคที่ทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก มีผู้เสียชีวิตมากถึง 17 ล้านคนในปี 2017 โดยมาจากสาเหตุที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ “โรคอ้วน” เพราะเส้นเลือดแดงเลี้ยงหัวใจตีบหรือตันจากการที่ไขมันไปเกาะ ทำให้เลือดและออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงหัวใจได้ยากขึ้น นำไปสู่การหัวใจวาย และกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

สามารถเช็คอาการเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง คือหากพบว่ามักจะแน่นหน้าอกตรงกลางเหมือนโดนบีบรัด ปวดร้าวร่างกายส่วนบน หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยง่าย หน้ามืด วูบไม่ทราบสาเหตุ กระวนกระวาย รู้สึกเหมือนใกล้ตาย ควรพบแพทย์นำไปสู่การตรวจวินิจฉัยต่อไป 

งานวิจัยชี้ว่าคนเป็นโรคอ้วนจะมีอายุไขที่สั้นลง เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนอายุเยอะเท่านั้น สามารถเกิดได้ทุกวัย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการลดน้ำหนัก ทำให้ตนเองไม่เป็นโรคอ้วน และกินผัก ผลไม้ ไฟเบอร์หรือปลาทุกสัปดาห์ เช่น ปลาซาร์ดีน แมคเคอเรล แซลมอน เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงไขมันทรานซ์จากฟาสต์ฟู้ด และกินเกลือไม่เกิน 5-6 กรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงน้ำตาล และทานแอลกอฮอล์น้ให้น้อยลง ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวร่างกาย พยายามอย่ามีพฤติกรรมอยู่นิ่ง เช่น นั่งดูโทรทัศน์หรือนั่งทำงานหน้าจอนาน ๆ ลุกยืนอย่างน้อยทุก 20 นาที ให้ยืดเส้นยืนสายบ้าง รวมถึงเรื่องการนอน ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อคืน ก็มีความเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน

“หัวใจคนเรามีแค่ดวงเดียว และต้องใช้ไปตลอดชีวิต จึงต้องรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุด ถ้าคุณไม่รักษาตั้งแต่ตอนนี้ อายุก็จะสั้นลง และอยู่กับคนที่คุณรักได้ไม่นาน” พญ.ทรายด้ากล่าวสรุป