ยกระดับกองทุนบัตรทอง ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

22.09.20 | 11:03 น.

นพ.สินชัย ต่อวัฒนกิจกุล
ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ย้อนกลับไปเมื่อตอนเริ่มต้นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่เรียกกันในวันนี้ว่า “บัตรทอง” รัฐบาลเคยพิมพ์บัตรทองใส่กระดาษแจกให้กับประชาชน เพื่อเป็นหลักฐานนำไปแสดงตัวที่หน่วยบริการ

ในวันนี้ การแสดงตัวตนไม่จำเป็นต้องใช้บัตรกระดาษอีกต่อไป ผู้ป่วยใช้บัตรประชาชนแทนบัตรทอง โดยสามารถยื่นบัตรประชาชนที่หน่วยบริการ ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลจากแผ่นชิปที่ฝังอยู่บนบัตร โดยสามารถแสดงข้อมูลยืนยันตัวตน และระบุประเภทสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ป่วยได้ทันที  

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาระบบสารสนเทศของกองทุนสุขภาพ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในประเทศไทย 

ด้วยจำนวนผู้เข้ารับบริการสุขภาพด้วยตัวเลขหลักล้านคนในแต่ละวัน การใช้ระบบบันทึกข้อมูลบนกระดาษ จึงไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เพราะขาดประสิทธิภาพ มีความล่าช้า และยังต้องใช้ทรัพยากรบุคคลจำนวนมากในการจัดการข้อมูล 

Advertisement

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงเห็น “ความจำเป็น” ที่ต้องเปลี่ยนแปลง ด้วยการพัฒนาระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับธุรกรรมจำนวนมากที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน   

โดยมีธุรกรรมการเบิกจ่ายเงินเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อวัน  นอกจากนี้ หน่วยบริการยังมีการทำเรื่องขอเบิกจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกเป็นจำนวนมากถึง 200 ล้านครั้งต่อปี และในส่วนของผู้ป่วยใน มีจำนวนมากถึง 7 ล้านครั้งต่อปี 

การจัดการระบบธุรกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เราบรรลุเป้าประสงค์ในการให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ทั้งยังส่งผลให้ระบบเบิกจ่ายมีความแม่นยำรวดเร็ว, มีประสิทธิภาพสูง  

จัดระบบธุรกรรม รับรองการเข้าถึงสิทธิของประชาชน 

สปสช. แบ่งการจัดระบบธุรกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ระบบธุรกรรมหลัก (Front office) และระบบธุรกรรมนับสนุน (Back office) 

ในส่วนของธุรกรรมหลัก ประกอบด้วยระบบทะเบียน การจัดสรรและชดเชยค่าบริการ การตรวจสอบการชดเชย, การเบิกจ่ายค่าชดเชย การคุ้มครองสิทธิประชาชน รวมถึงการบริการจัดการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นและราคาสูง

ระบบทะเบียน แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกเกี่ยวข้องกับสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชน ซึ่งต้องมีการประมวลผลรายวัน เพราะกติกาของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยนั้น 1 คนถือได้ 1 สิทธิ เมื่อมีการเปลี่ยนสิทธิ ต้องมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็ว 

เช่น กรณีที่บุตรของข้าราชการ สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการได้จนอายุ 20 ปี หลังจากนั้นแล้ว สิทธิจะถูกเปลี่ยนไปยังกองทุนสุขภาพอื่นโดยอัตโนมัติ ข้อมูลการเปลี่ยนสิทธิตรงนี้ต้องปรากฎในระบบฐานข้อมูล เพื่อที่ผู้ใช้บริการสามารถเข้ารับบริการได้ทันทีหลังเปลี่ยนสิทธิ ขณะที่หน่วยบริการสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ 

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่เกิดใหม่และเสียชีวิตทุกวัน จึงต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูลของ สปสช. กับระบบทะเบียนราษฎร์ตลอด 24 ชั่วโมง 

ส่วนที่สองเกี่ยวข้องกับหน่วยบริการ ซึ่งต้องมีฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนผู้ได้รับสิทธิบัตรทองและสิทธิการรักษาพยาบาลอื่นๆ เมื่อผู้มีสิทธิย้ายถิ่นฐาน ก็อาจมีการขอเปลี่ยนหน่วยบริการ สปสช. จึงต้องมีข้อมูลของหน่วยบริการภาครัฐและเอกชน สถานที่ตั้ง ศักยภาพการให้บริการ เพื่อดูว่าประชาชนสามารถย้ายสิทธิไปยังหน่วยบริการนั้นๆได้หรือไม่ 

 

เบิกจ่ายรวดเร็ว แม่นยำ เพิ่มความโปร่งใส 

นอกจากนี้ ระบบธุรกรรมหลักต้องอำนวยความสะดวกในการจัดสรรชดเชยค่าบริการกับโรงพยาบาล ซึ่ง สปสช. ชดเชยค่าบริการ 2 แบบ คือ แบบเหมาจ่ายรายหัวและแบบจ่ายตามปริมาณการให้บริการ 

หน่วยบริการต้องส่งข้อมูลขอเบิกจ่ายค่าบริการในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มายังสปสช. โดยมีระบบประมวลผล และเบิกจ่ายโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของหน่วยบริการ ซึ่ง สปสช.เชื่อมต่อระบบการเบิกจ่ายเข้ากับระบบ e-payment ของธนาคาร 

สำหรับการตรวจสอบการเบิกจ่าย สปสช.ใช้ระบบการตรวจสอบเวชระเบียบ (Audit) โดยขอสุ่มตรวจประวัติการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และมีผู้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นแพทย์หรือพยาบาลที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี   

 ในส่วนของการคุ้มครองสิทธิประชาชน สปสช.มี Call Center 1330 เป็นช่องทางให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลและสอบถามข้อมูลการใช้สิทธิ รวมทั้งการแจ้งปัญหาในการเข้ารับบริการด้วย 

เดิมที สปสช. เน้นไปที่การสื่อสารผ่านระบบโทรศัพท์ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการรับส่งข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล และทำงานเชิงรุกบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยประชาชนสามารถส่งข้อเสนอและสะท้อนปัญหาที่พบในระหว่างการใบริการผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

ทั้งยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิ และขอย้ายหน่วยบริการผ่านมือถือได้

สำหรับผู้ป่วยเฉพาะก็มีระบบสารสนเทศที่มีความพิเศษเฉพาะตัว เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ต้องใช้ระบบสารสนเทศที่ต้องปกปิดอัตลักษณ์ของผู้เข้ารับบริการ 

หรือในกรณีของผู้ป่วยที่รับบริการล้างไตผ่านช่องท้อง ต้องมีระบบเบิกจ่ายน้ำยาล้างไตตามที่แพทย์สั่งจ่ายมีระบบเฝ้าติดตามจำนวนสต๊อกน้ำยาล้างไต ระบบการส่งน้ำยาล้างไตผ่านไปรษณีย์ และมีระบบสั่งน้ำยาล้างไตและยากับองค์การเภสัชกรรม หากทุกอย่างยังทำผ่านการส่งข้อมูลด้วยกระดาษ การให้บริการคงไม่รวดเร็วและทันท่วงที 

ในด้านของระบบธุรกรรมสนับสนุน เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานจัดการหลังบ้าน หรือเป็นระบบภายใน สปสช.ที่ต้องสนับสนุนการบริหารจัดการกองทุนบัตรทอง และระบบดังกล่าวครอบคลุมหลายด้าน เช่น ระบบบริหารจัดการพัสดุงานสารบรรณ, ระบบการวางแผนงบประมาณ, ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล ,ระบบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งระบบจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP ร่วมกับกรมบัญชีกลาง

สปสช.ยังใช้การประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างเขต และองค์กรภายนอกซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

เล็งใช้ประโยชน์จาก Big Data

อนาคตเรามองไปที่การใช้ประโยชน์จาก Big data ซึ่งจะเป็นข้อมูลสุขภาพที่เป็น “ทรัพย์สิน” สำคัญของประเทศไทย 

ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้พัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หน่วยบริการจะรู้สถานะสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ สามารถวางแผนพัฒนาระบบการแพทย์ให้เหมาะสม ข้อมูลนี้ยังสามารถนำไปใช้วางแผนนโยบายสุขภาพระดับประเทศได้อีกด้วย 

ข้อมูลยังเป็นแหล่งความรู้เรื่องสุขภาวะให้กับประชาชนได้เช่นกัน นักวิจัยก็อาจสามารถนำข้อมูลไปพัฒนางานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อระบบสุขภาพไทย อย่างไรก็ดี ต้องมีการวางระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย 

ในอนาคต สปสช.อาจมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในระบบธุรกรรม ทั้งยังมีแนวทางที่จะใช้ระบบคลาวด์ภาครัฐ (Government Cloud) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของระบบหลักประกันสุขภาพ

อย่างไรก็ดี การจะไปให้ถึงจุดนั้นต้องมีการลงทุนด้วยเม็ดเงินค่อนข้างสูง การเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลา ทั้งยังต้องสร้างระบบประเมินผลการใช้งานระบบที่มีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องตอบโจทย์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะระบบบริหารกองทุนสุขภาพมีผู้ใช้งานหลายฝ่าย จะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีที่เลือกใช้สามารถใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสมกับผู้ใช้งานทุกฝ่าย 

รัฐบาลได้กำหนดแนวทางให้ สปสช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางจัดการธุรกรรมการเบิกจ่าย (National Clearing House) ซึ่ง สปสช.จะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการพัฒนาระบบการเบิกจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลใหักับระบบสวัสดิการข้าราชการ ระบบประกันสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และยังมอบหมายให้สปสช. เป็นหน่วยงานกลางบริหารจัดการทะเบียนสิทธิ การรักษาพยาบาล (National Beneficiary Registration Center) ในการเชื่อมโยงข้อมูลกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลอื่นๆ ของรัฐ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาลคนไทยทั้งประเทศ ช่วยลดความซ้ำซ้อน คุ้มครองสิทธิประชาชนต่อไป

แน่นอนว่าการไปให้ถึงขั้นนั้น การพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีความทันสมัยและรวดเร็ว จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การพัฒนาระบบสารสนเทศคือ “ความจำเป็น” ของระบบสุขภาพไทย เพื่อที่ประชาชนจะได้รับบริการสุขภาพที่หลากหลายและมีคุณภาพ พร้อมๆกับอำนวยความสะดวกให้หน่วยบริการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ