5G เทคโนโลยีการสื่อสารเจเนอเรชั่นใหม่ ที่จะเข้ามาปลดล็อกความสามารถและเพิ่มขีดความสามารถในการสื่อสาร เพราะไม่ได้จำกัดเฉพาะการสื่อสารด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ยังขยายศักยภาพรองรับการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ สู่ Machine to Machine และ Internet of Thing (IoT) โดย 5G ได้รับการขนานนามว่าเป็น new era of innovation จะช่วยต่อยอด พัฒนานวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
หากมองไปทั่วทุกมุมโลกจะเห็นว่าหลายประเทศใช้ ‘เทคโนโลยี’ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังมีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น IoT, AI, Big data ด้วยประสิทธิภาพของ 5G ที่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้อย่างรวดเร็ว (Enhanced Mobile Broadband หรือ eMBB) ความล่าช้าในการรับส่งของมูลที่ต่ำ (Ultra – Reliable and Low Latency Communications หรือ uRLLC) และความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากโดยพร้อมกัน (Massive Machine Type Communications หรือ mMTC) ความเร็ว เสถียรภาพ และความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จำนวนมาก เป็นข้อดีของ 5G ที่ทำให้สามารถพัฒนาต่อยอดในการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุค 5G เทคโนโลยีแห่งอนาคต จะช่วยสนับสนุนให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความรุ่งเรืองทางดิจิทัล
- ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นำไทยหนีกับดักรายได้ปานกลาง
ผลการศึกษาของเศรษฐกร ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) และสนับสนุนให้เกิดการใช้ในภาคผลิต Automation และ Industrial Internet of Things (IIOTs) หากไทยจัดสรรเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล หรือภาค ICT ตาม Base case (ตามแผนที่วางไว้) ลงทุนตามโครงสร้างปัจจุบันไทยจะหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ก็ต่อเมื่อไทยมีสัดส่วนการลงทุนรวมต่อ GDP อยู่ที่ 26.2% แต่ถ้าหากลงทุนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้ว สัดส่วนการลงทุนรวมต่อ GDP ที่ระดับ 24.6% ก็สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้
เศรษฐกร ธปท. ได้ให้ความเห็นต่อว่า ภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยให้เท่าทันและสอดรับกับกระแสโลกในยุคใหม่ New Normal และพิจารณาลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเอื้อให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนต่อยอด

- โครงสร้างพื้นฐาน 5G รองรับการเติบโต
5G เชิงพาณิชย์ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดให้บริการ ในระยะปี พ.ศ. 2566-2570 รัฐบาลไทยมีแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ให้มีโครงข่าย 5G ครอบคลุม 98% ของประชากรภายในปี พ.ศ. 2570 และเพิ่มเศรษฐกิจมีมูลค่าเพิ่มจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G เป็นสัดส่วน 6.6% ของ GDP
ขณะเดียวกันในภาคเอกชน เอไอเอส บริษัทได้ประมูลคว้าคลื่นความถี่ 5G มากที่สุด ในปีนี้ได้จัดงบลงทุน 25,000 – 30,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่าย 5G และ 4G เร่งพัฒนาโครงสร้างทางดิจิทัล เสริมประสิทธิภาพการใช้งานของลูกค้าทั่วไปและส่งเสริมให้เกิดการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต โลจิสติกส์ การรักษาความปลอดภัย หรือใช้ในทางการแพทย์
“เราควรจะใช้ Digital Infrastructure มาสนับสนุนในการฟื้นฟูประเทศไทย AIS ตลอดเวลา 30 ปีที่ได้ลงทุนในประเทศไทย วันนี้เราเป็นผู้นำในเรื่องของ Digital Service Provider ในเมืองไทย เราเองมีความมั่นใจว่า เราเป็นผู้แข็งแรงและลงทุนอย่างมากในเมืองไทย กว่า 20-30 ปีที่ผ่านมา เราลงทุนไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านบาทในการสร้างโครงข่าย Digital infrastructure ให้เกิดขึ้น” สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าว
Digital infrastructure ที่แข็งแรง ด้วยความถี่มากที่สุดในไทยกว่า 1420 MHz ครบทั้ง 3 ย่าน ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน เมื่อเทคโนโลยี 5G เข้าไปผสมผสานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมและเป็นพลังช่วยพลิกฟื้นประเทศไทยให้ก้าวผ่านวิกฤตได้ ทั้งยังมีผลต่อการสร้างงานและเศรษฐกิจระดับมหภาค จนเป็นกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจของไทย สร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ
- เอไอเอสลุยภารกิจ 5G หลังโควิด-19
ภารกิจหลักของเอไอเอสในปีนี้ นอกจากเงินลงทุนแล้ว หลังจากวิกฤตโควิด-19 เอไอเอสจะนำเอาเทคโนโลยี 5G มาขับเคลื่อนประเทศในภาคการผลิตและโลจิสติกส์ โดยจะเริ่มในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อให้นิคมฯ ก้าวเข้าสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้อย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ นิคมอุตสาหกรรมสหพัฒน์ นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เป็นต้น
ขณะเดียวกันในด้านการท่องเที่ยว เอไอเอสได้จับมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต จัดทำโครงการ “Digital Yacht Quarantine” เป็นการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ ด้วยเครือข่าย Narrow Band IoT (NB-IoT) บนคลื่น 900 MHz เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ และเครื่องมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อ Tracking และ Monitoring ข้อมูลสุขภาพของนักท่องเที่ยวในช่วงระหว่างกักตัว ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
นอกจากสนับสนุนการเกิดสมาร์ทซิตี้ รวมถึงในด้านท่องเที่ยวแล้ว เอไอเอสยังได้นำเทคโนโลยี 5G ไปเสริมศักยภาพด้านสาธารณสุขในพื้นที่สมุทรสาครด้วย เพื่อให้การทำงานในพื้นที่ การเข้าถึง คัดกรองข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดต่อสื่อสารได้มีประสิทธิผลสูงสุด
“ด้วยการนำศักยภาพความพร้อมของระบบการสื่อสารที่มีทั้ง AIS 5G, AIS Fibre และบริการดิจิทัล รวมถึงความรู้ความเชี่ยวชาญของคนเอไอเอสมาร่วมแรงร่วมใจ ช่วยแก้ปัญหาโควิด-19 เพื่อเสริมศักยภาพวงการแพทย์ สาธารณสุข เพื่อสนับสนุนคนไทย และสังคมไทยทุกภาคส่วนผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน ด้วยการตอกย้ำแนวคิด 5G ที่จับต้องได้ เพื่อทุกชีวิต ลดเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้คนไทย เข้าถึงบริการทางการแพทย์แบบเท่าเทียม” สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ซีอีโอ เอไอเอส กล่าว

ประโยชน์ของเทคโนโลยี 5G ได้ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิต และในแง่ของเศรษฐกิจ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายที่แข็งแรงของฝั่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมพร้อมรองรับให้บริการ ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจแล้ว หลังจากนั้นเชื่อเลยว่า ในภาคธุรกิจอื่นๆ ก็พร้อมที่จะลงทุนเพื่อที่จะใช้ประโยชน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจด้วยเทคโนโลยี 5G

