ความสำเร็จในฐานะสตาร์ตอัพของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ อาจเริ่มต้นจากข้อสงสัยเพียงเล็กน้อย หรือการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากชีวิตประจำวัน แล้วก้าวสู่การหาโซลูชั่นและสร้างรายได้จริง เช่นเดียวกันกับ Seekster สตาร์ตอัพที่ทะลุกรอบด้วยไอเดียปั้นแพลตฟอร์มด้านบริการทำความสะอาดและซ่อมแซม นำโมเดลธุรกิจแบบ Delivery มาปรับใช้และเชื่อมคนสองกลุ่มระหว่าง ฝ่ายที่ต้องการหาคนมาช่วยทำความสะอาด และฝ่ายที่มีทักษะทำความสะอาดและซ่อมแซม
ชัชนาท จรัญวัฒนากิจ หรือโจแซ่ด CMO, HR, Operation ซาฮิบ อนันต์ทรงวิทย์ CEO และ แดเนียล ดายย์ CTO ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่นภายใต้ บริษัท ซีคสเตอร์ จำกัด ในชื่อ Seekster จากการมองเห็นปัญหาของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม รวมถึงกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการบริการทำความสะอาดและซ่อมแซม พร้อมทั้งสะดวกต่อการเรียกใช้ Seekster จึงมีรูปแบบของธุรกิจที่ใช้ช่องทางออนไลน์ แตกต่างกับบริษัทรับทำความสะอาดทั่วไป ความ ‘กล้า’ และ ‘ไม่กลัว’ คือ กล้าที่จะผิดพลาดและไม่กลัวที่จะตั้งคำถาม จนได้สิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่สุด
แต่กว่าจะเดินทางมาถึงวันที่ Seekster ประสบความสำเร็จ ก็ต้องเจอปัญหาและปรับตัวมาโดยตลอด ฟังจาก ‘ชัชนาท จรัญวัฒนากิจ’ หรือ ‘โจแซ่ด’ (JoeZ) CMO และผู้ร่วมก่อตั้ง Seekster ที่จะมาเผยว่าอะไรทำให้ แพลตฟอร์มด้านบริการทำความสะอาดและซ่อมแซมนี้ ก้าวมาอยู่แนวหน้าและครองใจเหล่าสตาร์ตอัพได้สำเร็จ

แอพพ์ที่ทำหน้าที่ ‘คนกลาง’ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิต
จากการมองเห็นถึงโจทย์ของผู้ใช้บริการด้านทำความสะอาดและซ่อมแซม คือ ต้องการใช้บริการในรูปแบบรายชั่วโมงเพื่อให้เหมาะสมกับงาน ขณะเดียวกันยังคงต้องการบริการที่มีคุณภาพและไว้วางใจได้ จึงเป็นจุดเริ่มที่ 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ เดินหน้าก่อตั้งแพลตฟอร์มที่เป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างผู้ให้บริการฝั่งแม่บ้านและช่าง กับลูกค้า ซึ่งมีอยู่จำนวนมากและหลากหลายกลุ่ม โดยแม่บ้าน และช่างซ่อมของ Seekster จะให้บริการเป็นรายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า เปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตลอดทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ในระบบนี้ราว 60,000 ราย และมีผู้ให้บริการมากกว่า 3,000 ราย
จุดเด่นของ Seekster คือการใช้วิธี Minimum Viable Product (MVP) หรือเลือกนำเสนอบริการต่อผู้ต้องการด้วยวิธีและขั้นตอนที่ง่าย ใช้โปรแกรมสำนักงานพื้นฐาน ร่วมกับแอพพลิเคชั่นไลน์ เฟซบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ด้วยแนวคิด “แม้เรายังพัฒนาของไม่เสร็จ เราก็ต้องหาวิธีขายของให้ได้” ทำแบบนี้ไปประมาณ 2 ปี จนเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้บริการ หลังจากนั้นจึงเกิดการพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นมาจนสำเร็จ
“สำหรับแอพพลิเคชั่นในช่วงแรก ปี 2018 วางเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้อาศัยในบ้านเรือน คอนโดมิเนียมทั่วไป แต่กลับพบว่าผู้ใช้บริการเหล่านี้กลับไม่สามารถเพิ่มยอดให้กับ Seekster ได้ ซึ่งสวนทางกันกับจำนวนผู้อาศัยที่เพิ่มมากขึ้น จึงปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เข้าถึงกลุ่ม SME ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าที่มีหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า กลับพบว่ามีมักมีการเรียกใช้ซ้ำบ่อยครั้ง เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่อยากจ้างแม่บ้านประจำ จึงเลือกจ้างผ่าน Seekster ซึ่งเป็นบริการที่สามารถเรียกใช้แบบรายวัน หรือรายสัปดาห์ได้ ขณะที่ปี 2019 เจอปัญหาเรื่องของงบประมาณ ทำให้เราต้องแก้ไขปัญหาด้วยการเปิดยูนิตใหม่ คือ การเอาระบบที่เรามีอยู่มาช่วย SME เจ้าอื่น ทำเป็นแพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่นสำเร็จรูปมาใช้งานในองค์กร เพื่อช่วยให้องค์กรโตและสเกลอัพ เหมือนกับช่วยให้ผู้อื่นมีโมเดลธุรกิจแบบสตาร์ทอัพได้” ชัชนาทเล่า
จุดเด่นที่แตกต่างของ Seekster
ต่อมาแอพพลิเคชั่น Seekster ได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดและการสร้างการรับรู้ถึงธุรกิจนวัตกรรมของประเทศไทย จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ซึ่งถือเป็นโอกาสและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการ โดยมีจุดเด่นที่สร้างความพึงพอใจและสร้างความแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ ถึง 6 จุด คือ
- ผู้ใช้บริการสามารถเลือกจำนวนชั่วโมงในการทำความสะอาด หรือซ่อมแซมได้ มีความยืดหยุ่นสูงในการจ้าง จ่ายเท่าที่ทำ ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่มากเกินความจำเป็น
- แม่บ้านและช่างทุกคนผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และผ่านการฝึกอบรมมาตรฐานการทำงานเป็นระยะ
- สามารถให้คะแนนความพึงพอใจ รวมถึงคำติชมสำหรับการบริการในแต่ละครั้ง มีการรีวิวจากผู้ใช้บริการท่านอื่น
- Seekster มีการให้บริการสำหรับผู้ใช้บริการที่เป็นองค์กร โดยในบางช่วงหรือบางโอกาสที่จำเป็นต้องระดมพนักงานเพิ่มเป็นการชั่วคราว การเรียกใช้บริการแม่บ้านจาก Seekster เป็นครั้งคราวช่วยให้องค์กรไม่ต้องแบกรับค่าจ้างรายเดือน
- เหมาะสำหรับผู้ใช้บริการที่เป็น SME กลุ่มห้างร้าน ที่จำนวนพนักงานไม่เยอะ ขนาดออฟฟิศไม่ใหญ่มาก การที่จะจ้างแม่บ้านประจำ ก็ดูจะเกินความจำเป็นอีกทั้งยังจะเป็นภาระอีกด้วย การเรียกใช้บริการแม่บ้านจาก Seekster เพียงสัปดาห์ละ 2-3 วัน ก็เพียงพอ ซึ่งมีต้นทุนที่ไม่สูง
- มีบริการให้เช่าระบบสำหรับเมืองต่างๆ ที่เป็นรูปแบบสมาร์ทซิตี้ ซึ่งมีการนำไปใช้แล้ว 2 เมือง คือ ยะลาและนครราชสีมา
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อยอดการเรียกใช้บริการของแอพพลิเคชั่นที่ลดลงมากถึง 60%
ชัชนาท บอกว่า “สถานการณ์โควิด ทำให้หลายอย่างต้องปรับ พฤติกรรมคนก็เปลี่ยน ลูกค้าที่เคยเรียกใช้บริการต่างเปลี่ยนมาทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ส่วนร้านค้าในห้างมีปิดตัวไปหลายราย เราจึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือ ซึ่งก็คือการเปิดบริการใหม่ไม่ว่าจะเป็น ฉีดพ่นฆ่าเชื้อ บริการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดถึงบ้าน และบริการอื่นๆ รวมไปถึงการนำระบบที่มีอยู่ไปช่วยเหลือเมืองต่างๆ ให้มีระบบการกระจายรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งจากการปรับกลยุทธ์ในช่วงวิกฤติทำให้ Seekster ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะในจังหวัดยะลา ที่เปิดตัวแพลตฟอร์มเพียงแค่ 3 เดือน แต่ตอนนี้เรากระจายรายได้ต่อสัปดาห์อยู่มากกว่า 150,000 บาท และมีแผนที่จะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยตอนนี้กำลังเปิดตัวที่จังหวัดนครราชสีมา”

ความสำเร็จของ Seekster
CMO Seekster เอ่ยอย่างถ่อมตัวว่า “ปัจจุบัน Seekster ก้าวสำเร็จเพียง 10% เท่านั้น สิ่งที่อยากพัฒนาและทำต่อไป คือ พัฒนาเทคโนโลยี และทำตลาดให้มีประโยชน์กับคนไทยมากขึ้น ‘สิ่งที่เราอยากเป็นคือ เราอยากเป็นกระทรวงแรงงานภาคเอกชน’ โดยสิ่งที่ตอนนี้ทีมงานกำลังดูอยู่ คือ การใช้เทคโนโลยี Block Chain และ Decentralized Finance มาช่วยในเรื่องความเป็นอยู่ของแรงงานในประเทศไทย อีกทั้งมีความหวังที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยให้ดีขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายอย่างน้อย 1 ล้านคน โดยวัดความสำเร็จจากการที่แรงงานมีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน มีรายได้สม่ำเสมอ และได้รับความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานไปจนถึงวัยเกษียณ”
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายพัฒนาระบบสำเร็จรูปที่เรียกว่า ‘สมาร์ตซิตี้’ ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมุ่งให้นำระบบของ Seekster เข้าไปใช้ เพราะมองว่าจะทำให้เศรษฐกิจแต่ละภาคส่วน มีการหมุนเวียนกันในตลาดแรงงาน เม็ดเงินจากภาคประชาชนไหลสู่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
โดยในปัจจุบัน Seekster สตาร์ตอัพบริการทำความสะอาดและซ่อมแซม มีมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท และในระยะ 2 ปีต่อจากนี้ มีความหวังที่จะเห็นอัตราการเติบโตในระดับที่สูงขึ้นมากกว่ามูลค่าปัจจุบัน แม้จะอยู่ในวิกฤตของโควิดก็ตาม
ช่วงท้ายของบทสนทนา ชัชนาทได้พูดถึงมุมมองในการเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพ ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ว่า “หากอยากเริ่มต้นทำสตาร์ตอัพ ให้คิดถึงการทำเกี่ยวกับการให้บริการโดยที่ไม่ต้องลงทุนกับเทคโนโลยีมาก (MVP) เพื่อดูว่ามีคนสนใจเกี่ยวกับบริการของเราหรือไม่ ถ้าเกิดมีคนสนใจ เราจะได้นำความสนใจนั้น ไประดมทุนจากนักลงทุน เพื่อสร้างธุรกิจให้เป็นจริง”
“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด แต่ก็ขอให้อย่าเพิ่งสิ้นหวัง เพราะถ้าเราสิ้นหวังประเทศชาติก็จะหยุดพัฒนา”
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Startup Thailand Marketplace ของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ซึ่งได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุน Seekster ด้วยการอบรมให้ความรู้ทางการตลาดและการสร้างการรับรู้ถึงธุรกิจนวัตกรรม พร้อมทุนสนับสนุนสู่การพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจที่สำคัญและมีคุณค่าต่อประประเทศไทย

