เกษตรกรรมนับเป็น 1 ใน 7 อุตสาหกรรมที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาเป็นผู้ช่วยและทุ่นแรงงานคน การยกระดับการเกษตรและเพิ่มผลผลิตด้วยเทคโนโลยี เรียกว่า ระบบเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farm ปัจจุบันหลายประเทศนำร่องระบบนี้และได้ผลดี เช่น ฟาร์มปลูกแตงกวาในญี่ปุ่นของ Makoto Koike ที่นำเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Machine learning) ระบบ TensorFlow ของ Google พร้อมด้วย Raspberry Pi 3 มาช่วยคัดแยกแตงกวา ซึ่งแม่นยำถึง 95% ซึ่งได้ผลดีมากกว่าแรงงานคนที่ทำได้ 70% (ข้อมูลจาก cloud.google)
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้านการเกษตรบ้างแล้ว ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและเรียนรู้ทั้งผู้ผลิตแพลตฟอร์มและเกษตรกรผู้ใช้เครื่องมือ จากนี้ไปจะพาไปรู้จักสตาร์ทอัพที่ชื่อว่าบริษัท ลิสเซินฟิลด์ จำกัด หรือ ‘ListenField’ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากนักวิจัยหญิงไทย ‘ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์’ หรือ ดร.นุ่น เธอเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกันดีในแวดวงเกษตร ทั้งในญี่ปุ่นและเกษตรกรยุคใหม่ชาวไทย ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแอปพลิเคชัน ‘FarmAI’ แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการเกษตร เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อทำการเกษตรอย่างแม่นยำและยั่งยืน
ดร.นุ่น เล่าว่า เธอมีโอกาสไปทำงานในฐานะนักวิจัยและศึกษาปริญญาเอกในประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษาวิจัยด้าน Agricultural Reform หรือ ‘การปฏิรูปการเกษตรโดยใช้ข้อมูล’ ซึ่งผลข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนั้น สามารถนำไปเชื่อมโยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้ในหลายด้าน ทั้งการเชื่อมข้อมูลสู่ภาคการเกษตร การใช้ระบบเซ็นเซอร์เพื่อวัดประสิทธิภาพของดิน วัดคุณภาพของดิน รวมถึงวัดคุณภาพของสภาพอากาศต่างๆ
ดร.นุ่น มีความเชื่อว่า การสร้างความแม่นยำด้านผลผลิตทางการเกษตรนั้น จะเป็นอนาคตของการพัฒนาภาคการเกษตร โดยเฉพาะในประเทศไทย จึงตั้งใจทำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming Technology) ขึ้น
“แนวคิดของ ListenField คือการฟังเสียงธรรมชาติด้วยระบบเซ็นเซอร์ เมื่อฟังแล้วจึงเกิดความเข้าใจและสามารถแก้ปัญหาได้ จุดประสงค์หลักของการก่อตั้งบริษัท ลิสเซินฟิลด์ จำกัด คืออยากให้เกษตรกรมีเครื่องมือที่ช่วยให้การทำเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เบื้องต้นคือ 1. เกษตรกรมีระบบบันทึกกิจกรรมแปลงเพื่อสะดวกต่อการได้รับรองมาตรฐาน 2. บัญชีสรุปรายรับรายจ่าย 3. การวิเคราะห์และข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศและการเจริญเติบโตของพืชในแต่ละฤดูกาล 4. เชื่อมโยงตลาดสร้างโอกาสทางการขาย” CEO & Co Founder ListenField กล่าว
ดร.นุ่น เริ่มต้น ListenField ในปี 2560 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมี คิโยชิ ฮอนดะ (Kiyoshi Honda) อาจารย์ที่ปรึกษาขณะทำงานวิจัยร่วมก่อตั้ง และมีรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นลูกค้ารายใหญ่ และได้ดำเนินการเรื่อยมา มีกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐ หน่วนงานวิจัย เช่น National Research Institute for Cultural กลุ่มองค์กรพัฒนาสายพันธุ์ก็เป็นลูกค้าหลัก ต่อมาในปี 2562 จึงมีความเห็นว่าน่าจะนำมาพัฒนาในประเทศได้ เลยนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming Technology) เข้ามาพัฒนาการเกษตรกรในประเทศไทย
ปัญหาหนึ่งที่ ListenField ต้องพบเจอเมื่อนำมาพัฒนาต่อยอดในประเทศไทย คือ ความไม่แน่นอน โดย ดร.นุ่น เล่าว่า “การได้เข้าไปพบกับเกษตรในพื้นที่ต่างๆ จึงได้เห็นปัญหาการทำการเกษตรของประเทศไทย คือ ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ การไม่รู้ถึงสภาพของดินในแต่ละพื้นที่ และไม่มีการเข้าถึงข้อมูลที่จะสามารถประเมินผลผลิตในแต่ละฤดูกาล จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ข้อมูล’ คือสิ่งสำคัญที่จะมาช่วยพัฒนาการเกษตร ช่วยลดความเสี่ยง ลดความเสียหาย เปรียบเสมือน ‘ปุ๋ยชั้นดี’ ให้กับเกษตรกรในประเทศไทย เพื่อทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
“การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในเกษตรกรรมนับเป็นเรื่องยาก และถือเป็นเรื่องไกลตัวเกษตรกร ซึ่งนับเป็นโจทย์อันท้าทาย ต้องมีการรวบรวมข้อมูลที่หลากหลาย และแม่นยำ เพื่อสามารถเข้าใจและเข้าถึงเกษตรกรได้”
ListenField จะเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ทั้งระบบข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลภาคพื้นที่รวบรวมเข้ามา ครอบคลุมการทำงานกับเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สหกรณ์ชุมชน วิสาหกิจชุมชน และโรงงานที่ทำงานร่วมกัน จะได้รับข้อมูลในเรื่องของผลผลิต การคาดการณ์ผลผลิต ที่จะเข้ามาในแต่ละฤดูกาล ข้อมูลด้านความเสี่ยง จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ว่าจะส่งผลต่อผลผลิตในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงอย่างไร รวมถึงระบบการประเมินประสิทธิภาพของแปลงต่างๆ ของเกษตรกรในเครือข่าย
ปัจจุบัน ListenField ดำเนินการทั้งในญี่ปุ่นและไทย มีพนักงาน 20 คนจาก 7 เชื้อชาติ คือ ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ให้บริการลูกค้าใน 5 ประเทศ คือ ไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม อินเดีย และสหรัฐอเมริกา สัมผัสชีวิตผู้คนมาแล้วมากกว่า 10,000 ราย เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเกษตรที่มีอยู่เดิมให้ทันโลกมากขึ้น

‘FarmAI’ ตัวช่วยอัจฉริยะสำหรับเกษตรกร
แอปพลิเคชัน FarmAI ทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตกรเพื่อช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งฟังก์ชันการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ
- จะเข้าไปช่วยในเรื่องของระบบการให้ข้อมูลในเรื่องสภาพอากาศ การให้ข้อมูลเรื่องดิน และการให้ข้อมูลการเจริญเติบโตของพืช เพื่อใช้ในการดูแลและบำรุงรักษาได้อย่างแม่นยำเหมาะสม หรือที่เรียกว่าดิจิทัลฟาร์มมิ่ง (Digital Farming)
- การวิเคราะห์เชิงลึก ทั้งในเรื่องของการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ในเรื่องของฝนทิ้งช่วง เรื่องของปริมาณน้ำในดินที่มีเพียงพอหรือไม่เพียงพอสำหรับพืชต่างๆ
- การวิเคราะห์ DNA ของพืช เพื่อที่จะประเมินว่า ด้วยคุณลักษณะ DNA แบบนี้ ถ้าเกิดมีการพัฒนาสายพันธุ์ จะให้ลักษณะอย่างไร ซึ่งถือเป็นกรอบหลักๆ ของแอปพลิเคชัน
ดร.นุ่น ย้ำถึงการทำงานของ ‘FarmAI’ ว่าการทำงานในภาคการเกษตรจะมีความไม่แน่นอนสูงมาก แต่จะทำอย่างไรที่จะลดความไม่แน่นอนและให้ข้อมูลที่เหมาะสม มีความแม่นยำ รวมถึงการปรับคุณภาพ ให้ได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรและกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกัน
“เริ่มจากทำสเกลเล็กให้คุณภาพออกมาดี แล้วเมื่อไปในระดับที่ใหญ่ขึ้นคุณภาพก็ต้องได้ รวมถึงต้องสเกลให้ทันกับงานที่เข้ามา สิ่งที่ทำให้เกิดความ ‘ยาก’ ในการทำสตาร์ทอัพ คือ จะทำอย่างไรให้เกิดความสนุกเหมือนตอนทำงานวิจัย ยิ่งไปกว่านั้น การทำธุรกิจต้องดูหลายๆ เรื่อง ทั้งโครงสร้างทางธุรกิจ การดูแลงบประมาณ รวมถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุน และสามารถนำพาธุรกิจไปข้างหน้าต่อไปได้”
แผนการตลาด นักลงทุนจับตามอง
ในแง่การตลาด ListenField ต้องการเจาะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ผักออร์แกนิก ไม้ผล จำพวกส้ม และทุเรียน โดยชูจุดเด่นของแอปพลิเคชันในเรื่องของการเข้าถึงได้ง่าย มีข้อมูลที่แม่นยำ และเพียงพอที่จะให้กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มโรงงานตัดสินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ซึ่งในช่วงปี 2564 ได้รับความสนใจจากนักลงทุนญี่ปุ่น คูโบต้าเจแปน (Kubota Japan) เข้ามาลงทุน และร่วมเป็นพันธมิตรพัฒนาแพลตฟอร์ม อีกทั้งยังเข้ามาเป็นลูกค้าของ ListenField ซึ่งถือเป็นช่องทางในการรับรายได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีสัดส่วนรายได้จากการเข้าร่วมโครงการกับรัฐบาลญี่ปุ่นในการพัฒนาแพลตฟอร์มด้าน DNA ของสินค้าทางการเกษตร และยังรวมไปถึงการรับรายได้จากกลุ่มลูกค้าที่อยู่ทั้ง 5 ประเทศอีกด้วย

ผลกระทบจากโควิด-19
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกวงการธุรกิจ เช่นเดียวกับ ListenField ที่ต้องเจอปัญหาในเรื่องของการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร รวมถึงการเข้าไปเก็บข้อมูลต่างๆ ทำให้แผนการดำเนินงานต้องหยุดไปชั่วคราว แต่ในวันที่ฟ้ามัว ยังมีแสงสว่างเสมอ ดร.นุ่น เล่าว่า แม้ว่าต้องเจอกับปัญหาการลงพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ทำให้คนเริ่มให้ความสนใจอาชีพเกษตรกรมากขึ้น ทำให้มีงานด้านการวิจัยและการให้ข้อมูลต่างๆ เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจ ListenField สามารถเดินหน้าต่อไปได้
สำหรับเป้าหมายของ ListenField ดร.นุ่น บอกว่า ในช่วง 3 ปีหลังจากนี้มีเป้าหมายที่ขยายระบบที่มีอยู่ไปยังพื้นที่การเกษตรในประเทศ และอยากให้แพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ อีกทั้งยังมุ่งที่จะนำ ListenField เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในรูปแบบ IPO หรือ Initial Public Offering
“ก้าวต่อไปในปีนี้ มีเป้าหมายที่ขยายผู้ใช้งานระบบให้ได้ประมาณ 50,000 ราย และจะมีการปรับฟังก์ชันการทำงานให้เข้ากับเกษตรกรมากขึ้น โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ เช่น คูโบต้า สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น เพื่อที่จะขยายฐานตรงนี้ ส่วนในภูมิภาคเราจะขยายไปพร้อมกัน คือ เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา”
“อยากให้ธุรกิจก้าวไปเรื่อยๆ เมื่อเรามีศักยภาพที่จะทำได้ และอยากให้เห็นว่านักวิจัยหรือคนที่อยู่ภาควิทยาศาสตร์ก็มีบทบาทในการช่วยเปลี่ยนแปลงในสังคมได้”
ในตอนท้าย CEO & Co Founder ListenField ฝากมุมมองและแนวคิดสำหรับผู้ที่กำลังมีฝันและกำลังจะลงมือทำธุรกิจว่า “หากอยากเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสตาร์ทอัพหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เราต้องมี คือ ความรู้ ความมุ่งมั่น และที่สำคัญที่สุด คือ ใจ เชื่อว่าถ้าเรารักที่จะทำ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคหรือปัญหาระหว่างทางมากมายแค่ไหน เราจะผ่านมันไปได้”
“ในทุกสถานการณ์ที่มีเรื่องเลวร้ายอะไรต่างๆ สุดท้ายแล้วมันยังมีโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เรามีทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เท่าเทียม เพียงเรารู้และเห็นถึงปัญหา และไม่ย่อท้อ เราสามารถเริ่มต้นและไปถึงจุดมุ่งหมายต่อไปได้”
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Startup Thailand Marketplace ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุน ‘ListenField’ ด้วยการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ พร้อมมอบการสนับสนุนจนการเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าและเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมไทย

