ฟาร์มแห่งความฝันจากรุ่นสู่รุ่น
ย้อนไปเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ผลไม้อย่างเมล่อนนับเป็นของแปลกและใหม่สำหรับคนไทยในเวลานั้น แม้ว่ามีผู้นำสายพันธุ์จากถิ่นกำเนิดประเทศญี่ปุ่นมาริเริ่มทดลองปลูกแต่ส่วนใหญ่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ชอบอากาศแห้ง ต้องปลูกในดินที่ระบายน้ำและอากาศได้ดี จำเป็นต้องมีขั้นตอนและวิธีการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง ที่สำคัญต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือน จึงจะได้ผลผลิตที่สมบูรณ์และมีคุณภาพ
ด้วยความที่เป็นผลไม้ที่ปลูกยาก แต่หากปลูกแล้วประสบความสำเร็จได้ผลผลิตดีก็จะมีรายได้งาม จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้วิศวกรหนุ่มลูกชาวนาอย่าง ‘สุวิทย์ ไตรโชค’ ที่มีความฝันอยากให้เกษตรกรเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับด้วยการมีรายได้อย่างยั่งยืนจากผลผลิตคุณภาพออกตรงตามฤดูกาล โดยได้นำเมล่อนมาปลูกเป็นครั้งแรกที่สวนของตัวเองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อปี 2529
ถึงแม้ช่วง 5 ปีแรกที่ลงมือปลูกไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ล้มลุกคลุกคลานจนถึงขั้นขาดทุน แต่สุวิทย์ก็ไม่ย่อท้อ ทั้งมุ่งมั่นอ่านตำราด้วยตัวเอง บินไปศึกษาระบบน้ำหยดที่ประเทศอิสราเอล รวมทั้งนำวิชาความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์ดัดแปลงเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทำให้แปลงเมล่อนค่อยๆ พัฒนา จนให้ผลผลิตดีมีคุณภาพสม่ำเสมอ และได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่างของฟาร์มเมล่อนในเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยุคแรกๆ
ดีเอ็นเอความเป็นนักสู้ยังถ่ายทอดสู่ทายาทเจเนอเรชั่นที่สอง ‘พลอย-วิชญา ไตรโชค’ อาสารับไม้ต่อจากบิดาด้วยการร่วมพัฒนาวงการการเกษตรในประเทศไทย จากการผสมผสานระหว่างวิทยาการโลกสมัยใหม่กับภูมิปัญญาบรรพบุรุษ สานต่อความฝันที่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้แก่อาชีพเกษตรกร มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวอย่างภาคภูมิใจ
ต้นแบบฟาร์มอัจฉริยะ
วิชญาเล่าถึงฟาร์มเมล่อนของคุณพ่อที่ตั้งชื่อว่า ‘นาวิต้า ฟาร์ม’ หลังจากที่จับทางถูก ได้ผลผลิตที่ดีตรงตามระยะเวลา จากนั้นก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปี ตั้งแต่คัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี สามารถปลูกและเติบโตได้ดีในเมืองไทย มีการคำนวณปริมาณน้ำและปุ๋ยตามหลักวิศวกรรมให้ตรงกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุผ่านทางระบบน้ำหยด ซึ่งต้องมีวิธีการจัดการและการออกแบบที่ถูกต้องจึงจะสามารถทำให้เมล่อนในแปลงได้รับน้ำและปุ๋ยในปริมาณที่เท่ากันตั้งแต่ต้นแรกไปจนถึงต้นสุดท้ายเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอทั้งแปลง ในกระบวนการขั้นตอนก็ต้องมีการดูแลอย่างเอาใจใส่จนถึงเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว (Postharvest) และสุดท้ายคือกระบวนการโลจิสติกส์
และเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตผู้คนทั้งโลก รวมถึงนำมาประยุกต์ใช้งานในวงการเกษตรกรรมอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับนาวิต้า ฟาร์ม ที่ได้นำระบบ IoT (ย่อจาก Internet of Things แปลว่า อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง) มาเป็นเครื่องมือช่วยจัดการการควบคุมของแปลงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิม วิชญายกตัวอย่างถึงการนำระบบควบคุม (Controller) มาใช้งานตั้งแต่ 3 ปีก่อน และมีการพัฒนามาจนสามารถควบคุมการทำงานได้หลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งการปลูกในโรงเรือนและกลางแจ้ง นอกจากใช้ที่นาวิต้า ฟาร์ม แล้ว ยังสามารถนำไปใช้ที่ฟาร์มอื่นๆ และพืชอื่นๆ ได้เช่นกัน เพราะมีการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในราคาที่เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าถึงได้ การทำงานก็ควบคุมได้ตั้งแต่แปลงเล็กไปจนถึงแปลงใหญ่ เพื่อให้เป็นผู้ช่วยในเรื่องของการลดระยะเวลาการดูแล การให้น้ำและปุ๋ย ที่สำคัญคือเพิ่มความถูกต้องแม่นยำได้เกือบ 100% เนื่องจากใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมแทนมนุษย์

ภาพจาก : Facebook Navita Melon Farm นาวิต้าฟาร์ม
“นอกจากส่วนที่เป็นระบบควบคุมแล้ว ยังมีระบบที่ทำหน้าที่ตรวจวัดการเปลี่ยนแปลง (Sensor) สำหรับวัดค่าต่างๆ ในแปลง เช่น ความชื้น อุณหภูมิอากาศ ความเข้มของแสง ความชื้นของดิน ฯลฯ เพราะปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการใช้น้ำและปุ๋ยของพืช เนื่องจากปริมาณน้ำและปุ๋ยที่พืชต้องการในแต่ละวันแต่ละช่วงอายุนั้นแตกต่างกัน ค่าพวกนี้จะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพดีมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้มีผลตอบแทนมากกว่าเดิม และเมื่อคุณภาพสม่ำเสมอก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในผลผลิต โดยอีกข้อดีของข้อมูลที่ได้รับนั้นยังช่วยให้เจ้าของฟาร์มขยายกำลังการผลิตได้ง่ายขึ้น ตัดปัญหาเรื่องของการขาดแคลนบุคลากรชำนาญการ เพราะสามารถนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้”
แผนงานต่อไปของนาวิต้า ฟาร์ม ก็คือ การพัฒนาในส่วนของระบบที่สามารถเรียนรู้ได้จากตัวอย่างด้วยตนเองโดยปราศจากการป้อนคำสั่งของโปรแกรมเมอร์ (Machine Learning) ด้วยการนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่ได้จากข้อมูลในฟาร์ม ประกอบกับค่า Sensor รวมกับข้อมูลการตัดสินใจต่างๆ ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เครื่องจักรเรียนรู้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบไหนแล้วต้องตัดสินใจอย่างไร สามารถประมวลผลออกมาเหมือนกับคนคิด ข้อมูลยิ่งมาก เครื่องจักรก็ยิ่งเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำ เป็นการควบคุมฟาร์มในรูปแบบที่สามารถเฝ้าระวังได้อย่างใกล้ชิดไม่ว่าคนจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ส่วนข้อมูลที่ได้จากฟาร์มก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการที่จะพัฒนาและต่อยอดเทคนิคการปลูกไปด้วย

ผลกระทบจากโควิดช่วยเพิ่มช่องทางใหม่
เมล่อนแสนอร่อยจากนาวิต้า ฟาร์ม ส่งถึงมือผู้บริโภคผ่านช่องทางจำหน่ายทั้งแบบการขายระหว่างเจ้าของธุรกิจสู่เจ้าของธุรกิจ (B2B) และแบบการขายระหว่างเจ้าของธุรกิจสู่ผู้บริโภค (B2C) เธอไม่ได้มองว่าการมีพ่อค้าคนกลางแล้วจะทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ แต่พ่อค้าคนกลางเป็นหนึ่งในช่องทางกระจายสินค้าที่สำคัญ อยู่ที่การวางระบบให้ทุกฝ่ายมีแต่ได้กับได้ อย่างในแง่ของเกษตรกรเองถ้าเริ่มผลิตมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถขายได้เองทั้งหมด จะต้องหาพาร์ทเนอร์ในส่วนนี้ ขณะเดียวกัน การขายปลีกเองได้เป็นการสร้างแบรนด์ ทำให้ลูกค้ารู้จักกับฟาร์มโดยตรง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและรับรู้ถึงที่มาของสินค้า
“นอกจากนี้ก็ยังจำหน่ายทั้งในแบบออนไลน์และออฟไลน์ แต่ 2 ปีที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนมาขายออนไลน์แบบ B2C มากขึ้น เพราะมีปัญหาจากโรคระบาดโควิดทำให้ตลาดออฟไลน์ในประเทศชะงัก ส่งออกไม่ได้ ร้านอาหารก็ถูกล็อกดาวน์ ลูกค้าบางรายเปลี่ยนอาชีพไปเลย ตอนนั้นก็รู้สึกเศร้าว่าลูกค้าของนาวิต้า ฟาร์ม เลิกขายแล้วเหรอ (หัวเราะ) ก็หาวิธีแก้ไขด้วยการเปลี่ยนตลาด เพราะลูกค้าในประเทศซึ่งเป็นผู้บริโภคก็ยังอยู่ เพียงแต่ช่องทางการขายเปลี่ยนไป โดยเราหันมาขายปลีกผ่านทางโซเชียลทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ทำให้มีลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา”

ภาพจาก : Facebook Navita Melon Farm นาวิต้าฟาร์ม
อุปสรรคอื่นๆ ในการทำงาน
วิชญาเล่าว่า นาวิต้า ฟาร์ม ทำมาแล้ว 30 ปี จึงต้องเผชิญกับปัญหาพอสมควร ตั้งแต่ยุคคุณพ่อที่เลือกปลูกเมล่อนซึ่งเป็นผลไม้ปราบเซียน ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนอย่างมาก หากต้นเมล่อนเหี่ยวแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาจากสาเหตุใด เพราะเป็นไปได้ทั้งน้ำน้อยหรือน้ำมากไป ต้องนำความชำนาญที่มีอยู่มาบวกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น แทนที่จะไปแตะดินว่าแฉะหรือแห้ง ก็ใช้ Sensor มาช่วยวัดค่า ทำให้ทุ่นแรงแก้ปัญหาตรงนี้ไปได้ หรือว่าระบบการให้น้ำและปุ๋ยจากแบบเดิมที่ต้องวิ่งในฟาร์มหลายกิโลเมตร เสียทั้งเวลาและทรัพยากร ก็นำ IoT Controller มาช่วยควบคุมจากระยะไกล
“แต่หลังจากควบคุมได้แล้ว ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมา ต้องหาผลตอบรับให้ได้ว่าเมื่อควบคุมไปแล้ว ระบบทำตามคำสั่งได้ถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องพัฒนาระบบผลสะท้อนกลับ (Feedback) ขึ้นมาอีกเพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบควบคุมอีกที เพราะการเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน (AgriTech) ต้องใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าการเกษตรรูปแบบเดิมๆ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง แต่อาจจะมีปัจจัยที่สาม สี่ ห้า ที่ต้องสังเกตุและวิเคราะห์”
ความร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ
ทายาทนาวิต้า ฟาร์ม บอกว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรจำนวนมากที่มีความเชี่ยวชาญในพืชแต่ละชนิดที่ปลูก รู้ว่าต้องดูแลอย่างไรให้ออกมาดี ติดขัดที่ยังขาดระบบที่ดี รวมถึงขาดโอกาสที่จะนำเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะเข้ามาใช้ต่อยอด หากจะให้เกษตรกรลงทุนซื้อ ก็ยังขาดความเชื่อมั่นว่าเงินที่ลงทุนกับค่าระบบไปแล้วจะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้จริง เพราะที่ยังปลูกกันแบบเดิมๆ ก็ยังมีรายได้อยู่
“เวลานี้ที่พยายามช่วยกันจะเป็นการสนับสนุนให้นำระบบฟาร์มอัจฉริยะมาใช้ในแปลงเกษตรแพร่หลายมากขึ้น แต่สำหรับปัญหาของการที่ผลผลิตยังมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอจะต้องแก้ไขที่ขั้นตอนการให้น้ำและปุ๋ย ส่วนนี้จำเป็นจะต้องมีระบบให้น้ำและปุ๋ยที่ออกแบบได้มาตรฐานก่อน ต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญการออกแบบแล้วตัวเกษตรกรที่จะใช้งานก็ต้องมีความเข้าใจ รวมถึงต้องดูแลรักษาระบบได้อย่างถูกต้อง และหากรัฐบาลให้การส่งเสริมระบบฟาร์มอัจฉริยะควบคู่ไปกับการสนับสนุนระบบการให้น้ำและปุ๋ยที่มีมาตรฐาน รวมทั้งควรส่งเสริมให้ไปศึกษาจากฟาร์มที่ทำสำเร็จแล้ว อย่างนาวิต้า ฟาร์ม เอง ก็ยินดีร่วมมือ เพื่อให้สามารถปลดล็อกการพัฒนาฟาร์มอัจฉริยะได้อย่างครบวงจร”
“นอกจากนี้ เรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมถึงให้ความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งเปิดพื้นที่ในโครงการตลาดสินค้าและบริการสำหรับสตาร์ทอัพไทย (Startup Thailand Marketplace) เพื่อเป็นสื่อกลางให้สตาร์ทอัพที่มีความน่าสนใจรวมถึงนาวิต้า ฟาร์ม ได้เพิ่มช่องทางโปรโมทสินค้าและบริการ ก็ต้องขอขอบคุณตรงนี้อีกครั้ง”

ภาพจาก : Facebook Navita Melon Farm นาวิต้าฟาร์ม
คำแนะนำถึงเพื่อนเกษตรกรและผู้ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจ
หนึ่งในผู้บุกเบิกฟาร์มอัจฉริยะของเมืองไทยยังคงยืนยันว่า เทคโนโลยีคือตัวช่วยที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น ทั้งในแง่ของการปลูกอย่างที่เล่ามา จนถึงการสร้างแบรนด์และทำตลาด ยกตัวอย่างเมื่อส่งเดลิเวอรี่ถึงลูกค้าปลายทาง หากเป็นผลผลิตที่ดีมีคุณภาพก็จะไม่เสียง่าย แต่ถ้าไม่ได้คุณภาพก็ต้องเคลมให้ลูกค้า ทั้งขาดทุนแล้วยังไม่ได้รับความเชื่อถือ คุณภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการตลาด
“นี่คือตัวอย่างที่อยากถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรท่านอื่นๆ ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ตาม สามารถมาดูการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ต่อยอดการผลิตได้ แล้วเมื่อผลผลิตในภาพรวมมีคุณภาพที่ดีขึ้น ปริมาณมากขึ้น สม่ำเสมอขึ้น นอกจากขายในประเทศแล้วก็สามารถส่งออกได้ด้วย ทั้งมีรายได้ยั่งยืนแล้วยังมีส่วนช่วยเพิ่ม GDP ให้แก่ประเทศไทยได้อย่างมหาศาล”
และในฐานะของคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการต่อยอดอาชีพของบิดาที่ได้เริ่มต้นไว้ วิชญาฝากแง่คิดไว้ให้กับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจว่า แม้เธอจะเป็นทายาทรุ่นที่สอง ไม่ได้เริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ แต่ก็เติบโตขึ้นมาพร้อมกับอาชีพเกษตรกรของครอบครัว ซึมซับมาทั้งชีวิต จะเรียกว่ามีต้นทุนด้านนี้ก็ได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำว่า ทุกคนต้องมีความชอบอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ต้องหาให้เจอ เพราะความชอบถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง แล้วก็ถามตัวเองว่าชอบสิ่งที่มีหรือไม่ จะอยู่กับความชอบนั้นไปได้ตลอดมั้ย ถ้ามั่นใจในคำตอบแล้วก็เดินหน้าทำให้เต็มที่
“ถ้าถามว่าแล้วเวลาพบเจออุปสรรค ต้องทำอย่างไร คำตอบก็ง่ายๆ เลย อุปสรรคมีไว้ให้ฝ่า ปัญหามีไว้ให้แก้ ค่อยๆ หาทางแก้ไขไป เหมือนอย่างที่นาวิต้า ฟาร์ม เจอปัญหาแล้วก็แก้มาตลอด 30 ปี”
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Startup Thailand Marketplace ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

