ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน รักษาสมดุลระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงทางอาหาร       

29.06.21 | 11:00 น.

“ป่าชายเลน” ทรัพยากรธรรมชาติที่มีส่วนสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล  นอกจากทำหน้าที่่เป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะสัตว์น้ำ แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน  ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และเป็นต้นทางของความมั่นคงทางอาหาร

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด  (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ที่ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม   ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรป่าชายเลน  จึงได้ประสานความร่วมมือกับภาครัฐ  โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และชุมชนดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน สามารถช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนได้รวม 2,388 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกใหม่จำนวน 325 ไร่  ในพื้นที่จังหวัดระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา และพังงา 

ป่าชายเลนในพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาครที่เห็นอยู่นี้  เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ซีพีเอฟได้เข้ามาร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟู  ช่วยพลิกผืนป่าชายเลนที่มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง   สู่ป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์  โดยในช่วงปี 2557-2561 ได้ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชายเลนไปแล้ว 604 ไร่ ปลูกป่าใหม่อีก 104 ไร่   และในระยะที่สอง ปี 2562-2566 ตั้งเป้าหมายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน 14,000 ไร่  พร้อมกับปลูกป่าใหม่เพิ่มอีก 266  ไร่

ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หลังจากที่มีโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของชุมชน จากการที่สัตว์น้ำชนิดต่างๆ อาทิ ปลากระบอก หอยแครง หอยพิมพ์ หอยเสียบ มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นแหล่งรายได้หลักของชาวบ้านที่มีอาชีพทำประมง           

Advertisement

ความพยายามรักษาสมดุลระบบนิเวศ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่เกิดจากความร่วมมือ 3 ประสาน โดยภาครัฐ ชุมชนในพื้นที่ และซีพีเอฟ ที่สานพลัง ดำเนินโครงการ ” ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ทำให้ในวันนี้ ป่าชายเลนบริเวณพื้นที่อ่าวตัว ก. กลับสู่ความอุดมสมบูรณ์  ที่สำคัญความร่วมมือของคนในชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งซึ่งเกิดจากความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง สนับสนุนคนและป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน